posttoday
การเทขายหุ้นทั่วโลก

การเทขายหุ้นทั่วโลก

16 ตุลาคม 2557

เปิดไตรมาส 4 มาเพียงไม่เท่าไร แต่ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกจะไม่ค่อยสดใสมากสักเท่าไรนัก

เปิดไตรมาส 4 มาเพียงไม่เท่าไร แต่ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกจะไม่ค่อยสดใสมากสักเท่าไรนัก เนื่องจากพร้อมใจปรับตัวลงกันถ้วนหน้า โดยบางตลาดปรับตัวลงมาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นจีน หรือแม้กระทั่งหุ้นไทยก็ตาม ทำให้นักลงทุนเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดูเหมือนจะมีอนาคตสดใสในช่วงต้นปีจะกลายเป็น ฝันร้ายไปแล้วหรือเปล่า

สาเหตุน่าจะมาจากหลายประการ แต่ประเด็นหลักๆ น่าจะมา จากความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังจาก IMF และ World Bank ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จาก 3.40% ลงมาเหลือ 3.30% และปรับลดการคาดการณ์ของเศรษฐกิจโลกในปี 2558 จากเดิม 4.00% ลงมาเหลือแค่ 3.80% โดยให้เหตุผลหลักมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป ละตินอเมริกาและญี่ปุ่น ที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัวของประเทศหลักๆ เช่น จีน เยอรมนี หรือกลุ่มสหภาพยุโรป ที่ออกมาต่ำกว่าคาดก็ยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ยิ่งช่วยซ้ำเติมการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกอีก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลกรณีที่สหรัฐเปิดฉากโจมตีกลุ่ม Islamic State (IS) ในซีเรียทางอากาศ หรือข่าวการแพร่ระบาดของ ผู้ป่วยโรคไวรัสอีโบลามายังสหรัฐและยุโรป ทำให้บรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้อยู่ในภาวะอึมครึม และนักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อาทิ ทองคำ หรือน้ำมัน อย่างต่อเนื่อง

หากมองอย่างละเอียดแล้ว แรงเทขายในครั้งนี้เป็นการขายที่แรงเกินปัจจัยพื้นฐานไปหน่อย เพราะหากพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจโลกแล้ว IMF เคยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จาก 3.60% ลงมาอยู่ที่ 3.40% หรือปรับลดถึง 0.20% แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนั้นไม่ได้ตอบรับในเชิงลบมากเท่าครั้งนี้ จึงอาจพูดได้ว่าน่าจะมาจากการที่หุ้นทั่วโลกขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีและยังไม่มีช่วงปรับฐานจริงจัง สาเหตุจริงๆ แล้วมาจากนักลงทุนหาเหตุขายหุ้นมากกว่า

หากเจาะลึกลงไปในแต่ละภูมิภาคที่ IMF มีความกังวล อาทิ ยุโรป ก็จะเห็นได้ว่าแม้ตัวเลขเศรษฐกิจของยุโรปในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจะไม่เติบโตเลย แต่ธนาคารกลางยุโรปก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะงัดมาตรการต่างๆ ออกมาเต็มที่ ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาต่ำเป็นประวัติการณ์และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงมาอยู่ในระดับติดลบ รวมถึงการดำเนินโครงการเงินกู้ระยะยาว (TLTRO) เพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินยุโรปทำการปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชนและภาคธุรกิจมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าตัวเลขวงเงินที่สถาบันการเงินประมูลไปในรอบแรกไม่ได้เยอะตามเป้าหมายที่คาดไว้ แต่ก็เร็วเกินไปที่จะพูดว่ามาตรการดังกล่าวไม่สัมฤทธิผล นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรปยังมีแผนเข้าซื้อสินทรัพย์ โดยจะเน้นหลักทรัพย์ประเภทที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset Backed Securities) และตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Covered Bond) ในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด แม้ไม่ได้ประกาศตัวเลขวงเงินที่จะเข้าซื้อชัดเจน แต่ก็บอกใบ้กลายๆ ว่าจะเพิ่มขนาดสินทรัพย์ของตัวธนาคารเองขึ้นไปกว่า 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูง เชื่อว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวได้ หรือหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวตามคาดก็ยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรปจะอัดฉีดเม็ดเงินเต็มรูปแบบเหมือนที่สหรัฐทำกับ QE จนเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวก็เป็นได้

สำหรับญี่ปุ่นแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะหดตัวลงค่อนข้างแรง แต่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เนื่องจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาส 3 และ 4 ยิ่งธนาคารกลางญี่ปุ่นยังดำเนินมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเช่นเดิม รวมถึงเงินเยนที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องยิ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่เป็นผู้ส่งออกรายหลักๆ ของโลก

ด้านเอเชียเองแม้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมจะดูชะลอตัวลงบ้างจากปีก่อนหน้า แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ทั้งฐานะการเงินการคลัง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศในเอเชียก็จะช่วยส่งเสริมในด้านการส่งออกของประเทศในกลุ่มเอเชียด้วย ในขณะที่จีนแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 จะออกมาทั้งดีและแย่ปะปนกัน แต่ก็ยังห่างไกลนักกับคำว่าเศรษฐกิจถดถอย ประกอบกับนายกรัฐมนตรีจีนยังออกมายืนยันเป้าหมายการเติบโตของจีนที่ 7.50% ยิ่งทำให้มีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีนมากขึ้น ดังนั้น การเทขายหุ้นเอเชีย รวมถึงจีนในช่วงที่ผ่านมาตลาดตื่นตูมมากเกินไปกว่าปัจจัยพื้นฐานที่เกิดขึ้นจริงสักหน่อย นอกจากนี้ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกอย่างสหรัฐก็มีตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งในแง่ของการจ้างแรงงาน การผลิตหรือการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งออกมาดีกว่าคาด จึงมองว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นักลงทุนกังวลและพากันแห่เทขายหุ้นออกมาในช่วงนี้

อย่างไรก็ดี เนื่องจากตลาดการเงินเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก จึงไม่แปลกใจที่การเทขายหุ้นในตลาดใหญ่ๆ อาทิ สหรัฐหรือยุโรป จะส่งผลกระทบมายังตลาดหุ้นภูมิภาคอื่นๆ อาทิ เอเชีย ละตินอเมริกาและทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงกันถ้วนหน้าในช่วงที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่ลงทุนระยะสั้นหรือรับความผันผวนได้ต่ำควรเพิ่มการพิจารณาลงทุนอย่างระมัดระวัง ไม่คล้อยไปตามแรงเทขายและไม่ควรรีบเข้าซื้อ เพราะยังมีโอกาสที่จะปรับฐานลงไปได้อีกจากความกังวลของนักลงทุน แต่ในระยะยาวหากพิจารณาว่าแม้สหรัฐจะมีโอกาสหยุดการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบในเดือน ต.ค.นี้ แต่ธนาคารกลางอื่นๆ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ต่างก็ยังคงดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของตลาดการเงินโลกยังสูงอยู่และจะเอื้อให้ เม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่ได้อีกครั้ง ผู้ลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาวและรับความผันผวนได้ จึงอาจใช้จังหวะที่ตลาดปรับตัวลงในช่วงนี้เข้าทยอยสะสมลงทุนในหุ้นเพิ่มได้ โดยเฉพาะประเทศที่คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จากมาตรการของภาครัฐทั้งยุโรปและ ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศที่ยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง เช่น เอเชีย เป็นต้น n

(ข้อมูล ณ 15 ต.ค. 2557)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท