
ผุดโรงงานกัมพูชา
ซีพีทุ่ม700ล้านผลิตอาหารสัตว์ในไพลินคาด5ปีธุรกิจซีแอลเอ็มวีโตเท่าตัว
ซีพีทุ่ม700ล้านผลิตอาหารสัตว์ในไพลินคาด5ปีธุรกิจซีแอลเอ็มวีโตเท่าตัว
ซีพีทุ่มพันล้านผุดโรงงานอาหารสัตว์ใหม่ในกัมพูชาลาว มั่นใจ 5 ปี ธุรกิจในตลาดซีแอลเอ็มวีโตเท่าตัว
นายวิทยา เกรียงไกรวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจอาหารสัตว์ บริษัท ซีพี กัมพูชา ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ในปี 2558 บริษัทมีแผนจะลงทุนเพิ่มในประเทศกัมพูชาและลาวรวมกันประมาณ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในกัมพูชา 700 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์เพิ่มอีก 1 แห่ง ที่ จ.ไพลิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีชายแดน ติดกับ จ.จันทบุรี กำลังการผลิต 1.5 แสนตัน/ปี จากปัจจุบันบริษัทมีโรงงานในกรุงพนมเปญที่มีกำลังการผลิต 3.5 แสนตัน/ปี คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จกลางปีหน้าและจะลงทุนอีก 200 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์ในแขวงจำปาสัก สปป. ลาว กำลังการผลิต 1.2 แสนตัน/ปี
สำหรับการลงทุนในกัมพูชาเป็นการรองรับการบริโภคในประเทศเป็นหลัก โดยปัจจุบันกัมพูชามีความต้องการอาหารสัตว์ 78 แสนตัน/ปี และซีพีมีส่วนแบ่งในตลาด 40%
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตซีพีอาจปรับรูปแบบการลงทุนในกัมพูชาเป็นการผลิตเพื่อส่งออกด้วย เนื่องจากกัมพูชายัง ได้รับสิทธิพิเศษจากภาษี (จีเอสพี) จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปอยู่ ซึ่งขณะนี้กลุ่มธุรกิจสัตว์น้ำได้เริ่มสำรวจตลาดกัมพูชาแล้ว เบื้องต้นคาดว่ากลุ่มกุ้งจะเข้าไปลงทุนก่อน
“ยอดขายของซีพีในกัมพูชาถือว่าน่าพอใจมาก เพราะมียอดขายเฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนลาวมียอดขายปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท และเชื่อว่าในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ” นายวิทยา กล่าว
ด้าน นายบุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนากลยุทธ์และธุรกิจ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ซีพีจะรุกตลาดซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม มากขึ้น โดยยึดยุทธศาสตร์การลงทุนแบบครบวงจรคือ อาหารสัตว์ (ฟีด) ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (ฟาร์ม) และอาหารแปรรูป (ฟู้ด)
สำหรับการลงทุนในพม่าจะเริ่มเดินเกมรุกมากขึ้นเช่นกัน โดยเป้าหมายสุดท้ายคือกลุ่มอาหารและอาหารแปรรูปจากเดิมที่เริ่มต้นทุนกลุ่มอาหารสัตว์
ทั้งนี้ ประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ยอดขายของธุรกิจซีพีในประเทศกลุ่ม นี้จะขยายตัวอีกเท่าตัวจากปัจจุบัน โดยที่ผ่านมายอดขายมีอัตราการเติบโตปีละ 10%
“นโยบายของเราคือ ถ้าเห็นโอกาสเมื่อไหร่และที่ไหนก็จะเข้าไปลงทุนทันที เพื่อทำตลาดก่อนอยากบอกกลุ่มเอสเอ็มอีว่าอย่ามัวแต่รอให้ลองเข้าไปดูจะเห็นว่ามีโอกาสอยู่มาก” นายบุญเกียรติ กล่าว







