
ตั้งทีมดูเอสเอ็มอี60จังหวัด
สอท.ชิงขับเคลื่อนช่วยผู้ประกอบการนัดเคลียร์ใจสสวท.กรณีตั้งสภา
สอท.ชิงขับเคลื่อนช่วยผู้ประกอบการนัดเคลียร์ใจสสวท.กรณีตั้งสภา
ส.อ.ท.จัดตั้งรองประธานสภาอุตสาหกรรม 60 จังหวัด ดูแลเอสเอ็มอีทั่วประเทศ
ในจังหวัดตัวเอง พร้อมส่งเสริมสินเชื่อ วิจัยพัฒนาเอสเอ็มอีไทยทุกด้าน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้ประชุมสมาชิกใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี พร้อมแต่งตั้งรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ใน 60 จังหวัด เพื่อเข้าไปดูแลและหามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในจังหวัดของตัวเองเพื่อให้มีมาตรการและนโยบายดูแลเอสเอ็มอีอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ จะหามาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีทั้งการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ (อาร์แอนด์ดี) ออกมาสู่ประเทศเพิ่มขึ้น และเข้าไปช่วยพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีในด้านต่างๆ โดย ส.อ.ท. มีหน่วยงานดูแลเอสเอ็มอี คือ สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) มีพร้อมดูแลและสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยในทุกด้าน
ขณะเดียวกันในที่ประชุม ส.อ.ท.ยังได้หารือร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อหาแนวทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะปัญหาหลักของเอสเอ็มอี คือ เรื่องเงินทุน รวมทั้งได้หารือกับเอกชนในเรื่องการจัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี (เอาต์เลต) อยู่ในปั๊มน้ำมัน ปตท. และร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าของเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น
สำหรับในกรณีที่สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) มีแผนจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีขึ้นมานั้น กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังนัดให้ ส.อ.ท.และสภาเอสเอ็มอีมาหารือในเรื่องดังกล่าวพร้อมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปออกมาตรงกันมากที่สุด
“ส.อ.ท.พร้อมสนับสนุนและดูแลเอสเอ็มอีไทยอย่างเต็มที่ เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจในประเทศไทย หากเอสเอ็มอีมีธุรกิจที่ฟื้นตัวเร็วจะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้ขยายตัวไปได้” นายสุพันธุ์ กล่าว
นอกจากนี้ ส.อ.ท.มีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยหันมาลงทุนสร้างโรงงานสีเขียว หรือกรีน แฟกตอรี่ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวให้เอสเอ็มอี เพราะในขณะนี้ตลาดโลกมีความต้องการสินค้าสีเขียว หรือสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้สินค้าของผู้ประกอบการมีมูลค่าและราคาสูงขึ้นด้วย รวมทั้งจะผลักดันให้กระบวนการขอใบอนุญาต ร.ง.4 ของเอสเอ็มอี มีความสะดวกหรือลดขั้นตอน เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการขอใบอนุญาตได้มากขึ้น
นายสุพันธุ์ กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ได้จัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทยแล้วจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี และคาดว่า ทั้งนี้ ภายในปี 2558 คาดว่าจะจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นกรีน แฟกตอรี่ ให้ได้ 50100 แห่ง เพราะการสร้างกรีน แฟกตอรี่ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว







