
กสิกรเตือนหนี้ครัวเรือนแตะ10ล้านล.
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดหนี้ครัวเรือนสิ้นปีนี้แตะ 85% ของจีดีพี ด้าน ธปท.ยืนยันยังไม่น่าห่วง
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดหนี้ครัวเรือนสิ้นปีนี้แตะ 85% ของจีดีพี ด้าน ธปท.ยืนยันยังไม่น่าห่วง
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มของระดับหนี้ครัวเรือนของไทยในปีนี้ มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 84% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือมีมูลค่าประมาณ 10.03 ล้านล้านบาทแล้ว จากไตรมาสแรกที่อยู่ในระดับ 83% ของจีดีพี ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าหากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอาจมีส่วนส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนก่อหนี้มากขึ้นในระยะข้างหน้า
หากการก่อหนี้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในสิ้นปีนี้จะเพิ่มไปสู่ระดับ 85% ต่อจีดีพี และเร่งขึ้นอีกเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น ครัวเรือนกังวลต่อการครองชีพลดลง
“สำหรับปีหน้าคาดว่า อย่างน้อยๆ หนี้ครัวเรือนน่าจะขยับขึ้นต่อเนื่องอีกประมาณ 1% เป็นการขยับขึ้นไม่แรงมากนัก หากเทียบกับช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ แต่หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับที่ 2% ภาระหนี้ครัวเรือนอาจจะเริ่มกลับมาเร่งตัวสูงขึ้นอีกได้” นายเชาว์ กล่าว
ทั้งนี้ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนจะส่งผลต่อภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากหนี้ครัวเรือนเพิ่มเป็น 85% จะมีผลต่อภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 40% รายได้ของครัวเรือนทันที จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% ระดับการก่อหนี้ดังกล่าวถือว่าน่ากังวล เพราะภาระหนี้สูงจะส่งผลให้ภาคครัวเรือนอาจไม่มีเงินออมเลยในอนาคต ซึ่งจะกระทบสัดส่วนการออมของประเทศด้วย เพราะสมมุติว่าครัวเรือนมีรายได้ 100 บาท หากใช้เพื่อการบริโภค 60 บาท แล้วยังจะต้องใช้หนี้อีก 30 บาท เงินที่จะเหลือไว้ออมก็จะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น
“ในระยะสั้นหากไม่มีเงินออมเลยอาจไม่เป็นไร แต่ถ้าเงินออมติดลบเพราะต้องนำไปใช้จ่าย ผ่อนชำระหนี้ต่างๆ เกิน 40% ของรายได้ สิ่งที่ตามมาคือการก่อหนี้ใหม่ เพื่อนำมาจ่ายหนี้เดิม อันนี้อันตราย ปัจจุบันภาระหนี้ของครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 30% แต่ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นครัวเรือนกังวลต่อภาวการณ์ครองชีพลดลง การก่อหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามดูอยู่แล้ว” นายเชาว์ กล่าว
นายเชาว์ กล่าวว่า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้นจะยิ่งทำให้ภาคสถาบันการเงินเลือกปล่อยสินเชื่อ และเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ในอนาคตจึงน่าจะเห็นธนาคารพาณิชย์เลือกลูกค้าที่จะปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น โดยใหให้ลูกค้าที่มีความสามารถชำระคืนมากขึ้นจากเกณฑ์ปกติทั่วไป ที่น่าห่วงคือหนี้นอกระบบจะสูงขึ้นอย่างไรก็ดี กลุ่มที่ศูนย์วิจัยฯกังวลคือกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ หรือลูกค้าในระบบสถาบันการเงินที่อยู่ในภาคการเกษตร เพราะภาระหนี้ของกลุ่มนี้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก และมีเงินออมน้อย เหล่านี้จึงน่าจะเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเข้าไปดูแล ให้ระบบสินเชื่อรายย่อย(ไมโครไฟแนนซ์) หรือ สินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบเข้าถึงกลุ่มครัวเรือนเกษตรกรมากขึ้น รวมถึงขยายสินเชื่อให้ไปสู่ลูกค้าที่ใช้บริการกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์(นันแบงก์)มากขึ้น เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในกลุ่มเหลานี้อยู่ในระดับสูง
ด้าน นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า เท่าที่ติดตามดูอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนยังไม่อยู่ในระดับที่น่าห่วง เนื่องจากจีดีพีในช่วงนี้โตไม่สูง บวกกับรายได้ครัวเรือนก็ยังอยู่ในระดับที่ดี หากคิดสัดส่วนการก่อหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนยังไม่น่ากังวลอะไร เพราะหนี้ที่ครัวเรือนก่อส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อบ้าน หรือที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ จึงมองว่าแนวโน้มหนี้พวกนี้เหล่านี้น่าจะลดลงได้หากความสามารถหารายได้ของครัวเรือนยังดี เห็นได้จากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารยังทรงตัว แต่ ธปท.จะติดตามดูเรื่องนี้ต่อไป







