posttoday
อยู่ที่หัวใจ

อยู่ที่หัวใจ

05 มิถุนายน 2553

...อานนท์

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายท่านล้ม หลายท่านทรุด บางท่านแค่ซวนเซ แต่โดยรวมแล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งที่จะทำให้เราล้มแล้วลุกขึ้นมาได้นั้น บางส่วนเกิดจากมีผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ บางส่วนเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ

แต่ถ้าจะให้การล้มแล้วลุกเกิดขึ้นอย่างถาวรที่สุด จะต้องเกิดมาจากภายในองค์กรเอง นั่นคือ จิตใจอันแข็งแกร่งของผู้ประกอบการ และความร่วมมือร่วมใจของพนักงานลูกจ้างทุกคน ซึ่งผมเชื่อว่า เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนใหญ่มีกำลังใจกันดีเกือบทั้งนั้นครับ แต่ก็คงมีอยู่บ้างที่ยังมีอาการหวั่นไหว

แต่ไม่ว่าอย่างไรความเข้มแข็งของเจ้าของกิจการ การปักหลักยืนหยัดต่อสู้ของเจ้าของกิจการนั่นแหละครับที่จะเป็นจุดหลักในการทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แม้ว่าภายในใจจะมีความหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ในการแสดงออกจะต้องทำให้ทุกคนที่เห็นมั่นใจว่า เราจะ “เดิน” หน้าต่อ เรายังมีกำลังใจ และที่สำคัญคือ ยังมองโลกในแง่ดี

สิ่งที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้ากับสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ใช้ได้ทุกยุคสมัยนะครับ จุดสำคัญคือ ในกรณีขององค์กรระดับเอสเอ็มอีนั้นเราต้องไม่ลืมครับว่า เจ้าของกิจการคือ “หัวใจ” ขององค์กร เพราะในกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นเจ้าของคือกลจักรสำคัญที่ทำให้กิจการทั้งหมดเดินหน้าไปได้ เป็นผู้วางนโยบาย เป็นผู้กุมหลักการการตลาด ฯลฯ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ทั้งพนักงานในบริษัท คู่ค้า และลูกค้าจะจับจ้องมองไปที่เจ้าของกิจการก่อนเลยว่า ยัง “สู้” หรือเปล่า

หากเจ้าของกิจการยังยิ้มได้ แสดงอาการว่าสู้ คนอื่นๆ ก็จะสู้ด้วย (ไม่ว่าจะเต็มที่หรือไม่) แต่หากเจ้าของกิจการออกอาการถอดใจแม้เพียงเล็กน้อยคนอื่นๆ ก็จะถอดใจหมด

ในแง่ของพนักงานหากเห็นเจ้าของกิจการถอดใจ สิ่งแรกที่พวกเขาจะเริ่มทำก็คือ มองหางานใหม่ ทางด้านคู่ค้าก็จะมองหาคู่ค้าใหม่ๆ เช่นกัน เพราะย่อมไม่มีใครอยากมาร่วมแบกรับความเสี่ยงกับผู้ประกอบการที่ใจไม่สู้ ส่วนลูกค้าจะยังรอดูท่าทีอีกระยะ แล้วก็จะเป็นไปตามสถานการณ์คือ หากมีของขายก็ขาย หากไม่มีของขายก็เปลี่ยนไปหาเจ้าใหม่

การปล่อยให้พนักงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานเก่งๆ หรือพนักงานที่มีประสบการณ์ มีความสามารถ เตรียมออกไปหางานใหม่ทำ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือ ในระหว่างนั้นแม้จะยังมีงานเดิมทำอยู่ แม้จะยังอยู่ระหว่างการเตรียมการฟื้นฟู แต่เขาก็จะไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะใจไม่อยู่เสียแล้ว ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องยากสำหรับการฟื้นฟูกิจการขึ้นมาใหม่

ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจนเป็นเหตุให้ธุรกิจทรุด หรือซวนเซอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เจ้าของกิจการจะต้องทำเป็นอันดับแรกคือ มองดูให้รอบด้านแล้วตัดสินใจให้ได้ใน 2 ทางเลือกหลักคือ ถอย หรือสู้ต่อ หากจะสู้ต่อก็ต้องใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่ถอย ไม่แสดงอาการเหมือนนักมวยที่แม้จะถูกชกหนักจนป้อแป้แค่ไหน แต่ถ้าเป็นมืออาชีพก็จะไม่มีทางออกอาการให้คู่ต่อสู้ได้เห็น แล้วการเดินหน้าสู้ต่อถึงจะไปได้

แต่หากเลือกทางถอยก็เหมือนกับนักมวยที่รู้สภาพตัวเองดีว่า สู้ยังไงก็แพ้ เพราะฉะนั้นก็โยนผ้าขาวให้รู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งไม่มีใครบอกว่าผิดหรอกครับ หากจะตัดสินใจอย่างนี้ แต่จะต้องเป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคิดอย่างดี ผ่านการตั้งสติอย่างมั่นคง และถ้าพบว่าสู้ต่อไปยังไงก็ไม่ไหวก็โยนผ้าได้

อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะบอกว่ามี 2 เส้นทางหลัก คือสู้ต่อ หรือยอมแพ้ ทว่า อันที่จริงยังมีทางที่ 3 อยู่ คือ ถอยไปตั้งหลัก ซึ่งถ้าตัดสินใจอย่างนั้นก็จะมีเรื่องที่ต้องคิดอีกมากมาย เป็นทางเลือกที่ต้องใช้เทคนิคการบริหารจัดการสูงกว่าทางอื่นๆ เพราะต้องจัดการกับทั้งพนักงาน คู่ค้า และลูกค้าให้ทราบด้วยว่า นี่คือการถอยมาตั้งหลัก แล้วจะกลับมาใหม่ ไม่ใช่การยอมแพ้แบบยอมแล้วยอมเลย แต่ขอเวลาเยียวยาแล้วจะกลับมาสู้ต่อ

ในกรณีนี้เจ้าของกิจการจะต้องดูแลพนักงานอย่างเหมาะสม หากสามารถไปฝากไว้ที่อื่นก่อนก็จะเป็นการดี หรือหากทำไม่ได้ ก็อาจต้องเลือกทางอื่น เช่น ยอมกล้ำกลืนจ้างต่อในระหว่างถอยไปตั้งหลัก โดยอาจจะคุยกันเพื่อขอลดค่าตอบแทน แต่สร้างความมั่นใจว่า เราจะกลับมาแน่ และจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่หากสร้างความมั่นใจนี้ไม่ได้ การถอยไปตั้งหลักก็ลำบากครับ

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการจะทำอะไรก็แล้วแต่ในภาวะที่ยากลำบากนั้น เจ้าของคือหัวใจของกิจการ และหัวใจอันแข็งแกร่งของเจ้าของจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดสิ่งที่คาดหวังครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท