
สิ่งทอปากีสถาน เรื่องของแขกขายผ้า (8)
ใน 34 ช่วงอายุคนมานี้ คนปากีสถาน (รวมทั้งอินเดีย) ส่วนหนึ่งเกิดมาคู่กับ... ฝ้าย การทอผ้า การผลิตผ้า และการขายผ้า... อันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ Manchester และอุตสาหกรรมผ้าของอังกฤษ
ใน 34 ช่วงอายุคนมานี้ คนปากีสถาน (รวมทั้งอินเดีย) ส่วนหนึ่งเกิดมาคู่กับ... ฝ้าย การทอผ้า การผลิตผ้า และการขายผ้า... อันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ Manchester และอุตสาหกรรมผ้าของอังกฤษ
ทักษะทั้งหมดในวงจรของการค้า “ผ้า” ได้ซึมลึกเข้ามาอยู่ใน DNA และจิตวิญญาณของคนทั้งสองประเทศนี้อย่างติดแน่นแล้ว
เมื่อคนทั้งสองประเทศนี้ได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเริ่มต้นโอกาสในชีวิตใหม่ในพื้นที่หลายแห่งในโลก คนอินเดียและปากีสถานมากมายได้ไปเปิดร้านขายผ้า ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่พวกเขาทำอย่างเชื่อมั่นและมีกำไร
ท่านผู้อ่านคะ... ก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไป ผู้เขียนขอวกกลับไปเขียนเรื่องหนึ่งซึ่งอยากจะเขียนและเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในสมัยที่ British India เข้าไปวุ่นๆ อยู่กับการปลูกฝ้ายส่งกลับไปทอที่อังกฤษนั้น อังกฤษก็ได้หาประโยชน์ในอินเดียอีกมากมายหลายเรื่อง
อังกฤษที่เข้ามาเพื่อหาประโยชน์จากพื้นที่ในอินเดีย เช่น นำเพชรพลอยจากอินเดียกลับบ้าน นำคนอินเดียไปรบกับพวกซูลูในแอฟริกาใต้ เอาคนอินเดียมาใช้เป็นทาสกรีดยางในมลายู ฯลฯ
ในบางแง่มุมนั้นช่างโหดร้ายและน่าชิงชัง แต่บางอย่างที่ส่งผลต่อมาได้กลายเป็นการสร้างศักยภาพอย่างเข้มแข็งในหลายด้านให้กับประเทศอินเดียในบางมุมเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนขอเล่าไว้ในฐานะที่เป็นผู้หญิงหัวอกเดียวกับผู้หญิงใน British India คือการช่วยเลิกประเพณี “สัตตี” ซึ่งภรรยาของคนฮินดูที่ต้องเผาตัวเองตายตามสามีในกรณีที่สามีตาย ลงก่อน
การกระโดดเข้ากองไฟเพื่อเผาตัวเองนั้น บางคนก็ไม่อยากตายหรอกค่ะ และบางคนก็กลัว ความจริงการที่สามีตายลงก่อนก็เป็นชีวิตที่แย่อยู่แล้ว คือ ต้องโกนหัว นุ่งห่มขาว ใช้ชีวิตอย่างวิเวก ฯลฯ
หญิงม่ายคนหนึ่งได้กระโดดเข้าไปในกองไฟตอนเผาสามีแล้วกลายเป็นที่ร่ำลือเชิดชูยกย่อง จนทำให้หญิงม่ายรายต่อไปกลัวจะน้อยหน้า ก็กระโดดเข้ากองไฟตามบ้าง ต่อมาก็กลายเป็นการกระทำภาคบังคับทางสังคม
ผู้หญิงฮินดูจึงกลายเป็นฟืนเผาสามีไปนับล้านคนมาประมาณ 1,500 ปี
ผู้หญิงบางคนไม่อยากตาย ก็ต้องกินเหล้าให้เมาแล้วให้คนช่วยผลักเข้ากองไฟ คนที่ยืนข้างกองไฟช่วยกันเอาไม้ตีให้เธอตายก่อนถูกไฟไหม้ ซึ่งจะทรมานน้อยกว่าถูกไฟไหม้ตาย
หญิงม่ายบางคนที่หนีก็ถูกนำมามัดกับศพแล้วเผาพร้อมกัน ฯลฯ
ค.ศ. 1827 Lord Bentinck ข้าหลวงที่เข้ามาดูแล British India ทนไม่ได้ จึงสั่งเลิกพิธี “สัตตี” เด็ดขาด
เรื่องอย่างนี้ต้องยอมรับว่าคนใน British India ก็ได้รับอานิสงส์จากอังกฤษมาก ซึ่งก็นอกเหนือจากเข้ามาช่วยปูทางให้อินเดียกลายเป็นแหล่งผลิตผ้าและนักค้าผ้าที่สำคัญของโลกแล้ว...
หลายประเทศที่เห็นว่าการค้าผ้าไม่มีวันที่จะอับจน เพราะมนุษย์ต้องการใช้ผ้านอกจากไว้ปกปิดร่างกายเพื่อความอบอุ่นแล้ว ผ้ายังมีบทบาทอีกมากมาย ลองดูรอบๆ สิคะ... ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดมือ ฯลฯ
หันไปทางไหนบ้างค่ะที่เราไม่เห็น “ผ้า”
เมื่อ Homo Sapiens เดินทางออกจากทวีปแอฟริกาไปหาแหล่งอาหารและที่อยู่ใหม่เข้าไปในยุโรป พวกเขาได้ทิ้งร่องรอยของเครื่องมือที่การ ทอผ้าที่เก่าแก่ที่สุดในสาธารณรัฐเช็กไว้ตั้งแต่ 2.7 หมื่นปีที่แล้ว
การทอผ้าคือเทคโนโลยีต้นๆ ที่มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ค้นพบหลังจากการทำที่พัก อุปกรณ์ล่าสัตว์ และอุปกรณ์หาอาหาร
“ผ้า” ไม่ใช่อาหาร แต่มนุษย์ก็ขาดผ้าไม่ได้ หลายประเทศได้พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอตาม Manchester และกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการทอในเวลาต่อมา เยอรมนี อิตาลี อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น จีน
“ผ้า” จะเป็นสินค้าคู่โลกที่สำคัญตลอดไป
(อ่านต่อวันอังคารหน้า)







