
การควบรวมกิจการเพื่อลดภาษี M&A Inversion : บทเรียนสำหรับประเทศไทย (จบ)
วันนี้เรามาว่ากันต่อถึงเรื่องการควบรวมกิจการเพื่อลดภาษีกันครับ
วันนี้เรามาว่ากันต่อถึงเรื่องการควบรวมกิจการเพื่อลดภาษีกันครับ
สำหรับประเทศไทยการควบรวมกิจการแบบย้อนกลับยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ เราจึงอาจยังไม่เห็นการทำธุรกรรมดังกล่าว แต่หากอัตราภาษีของไทยยังสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เราอาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายธุรกิจหลักของบริษัทขนาดใหญ่ของไทยไปมีสำนักงานที่ต่างประเทศ เพื่อโอนย้ายกำไรไปยังประเทศดังกล่าวซึ่งมีอัตราภาษีต่ำกว่า โดยประเทศไทยอาจเป็นแค่ฐานการผลิต และมีกำไรที่ต้องเสียภาษีในจำนวนไม่สูงนักจากการรับจ้างผลิต แต่กำไรจากการขายสินค้าและให้บริการได้ถูกโอนย้ายไปอยู่บริษัทที่จัดตั้งขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศอื่นๆ
กรณีดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่บริษัทไทยเข้าไปซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนกับบริษัทในสิงคโปร์ แล้วมีการย้ายกิจการไปอยู่ประเทศสิงคโปร์ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ เพราะอัตราภาษีสุทธิของไทย คือ 28% ในขณะที่อัตราภาษีสุทธิของสิงคโปร์อยู่ที่ 17% นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังไม่เก็บภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ต่างประเทศ (Foreign Source Income) หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย
ที่ผมเขียนบทความนี้ ก็เพื่อเป็นบทเรียนว่าการวางแผนภาษีหรือการบริหารภาษีเพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยถูกกฎหมาย เป็นเรื่องปกติที่บริษัทต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นและบริษัท เปรียบเสมือนการที่น้ำย่อมไหลลงจากที่สูงไปที่ต่ำเสมอ ในทำนองเดียวกัน การย้ายธุรกิจจากประเทศที่มีอัตราภาษีสูงไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าย่อมจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ประเทศไทยเราอาจต้องเผชิญปัญหานี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุการณ์เช่นว่านี้อาจไม่ถูกใจนักการเมืองหรือรัฐบาลที่ต้องสูญเสียรายได้เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ทันเหตุการณ์ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่สำหรับกระบวนการแก้ไขกฎหมายในประเทศไทยนั้น หากเกิดกรณีช่องว่างทางกฎหมายก็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานในการแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายภาษี ซึ่งเป็นกฎหมายที่กระทบกับคนจำนวนมากและกระทบต่อรายได้ของรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่าหากรัฐบาลยังคงมุ่งเก็บภาษีบริษัทที่ประกอบการอยู่ โดยไม่คิดปฏิรูปภาษีในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยก็อาจจะต้องเผชิญปัญหาเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และประเทศที่จะได้ประโยชน์จากกรณีดังกล่าว คือประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกว่าในการลงทุนนั่นเอง
บทเรียนกรณีนี้ จึงทำให้ผมได้ข้อสรุปว่า การปฏิรูประบบภาษีของประเทศไทยทั้งระบบแบบบูรณาการทุกภาคส่วนจึงจะตอบโจทย์ประเทศไทยได้







