
คลังคุยสถาบันจัดเรทติ้งหวังขยับเครดิตไทย
"สมหมาย" เดินสายแจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หวังขยับเครดิตให้ไทย
"สมหมาย" เดินสายแจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หวังขยับเครดิตให้ไทย
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้หารือทวิภาคีกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง ระหว่างเดินทางไปสหรัฐ เมื่อวันที่ 9-12 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2557 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ชี้แจงถึงนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และนโยบายในการเตรียมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
ทั้งนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวได้ยืนยันว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน แต่เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และฐานะการคลังของไทยที่เข้มแข็ง
นายกฤษฎา กล่าวว่า รมว.คลังของไทย ยังได้ร่วมในพิธีลงนามในความตกลงเพื่อการจัดตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) ให้เป็นองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในการติดตาม ประเมิน และรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของแต่ละประเทศสมาชิกและของภูมิภาคอาเซียน+3 ประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินในภูมิภาค และเสนอแนะนโยบายที่เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญ AMRO จะมีบทบาทหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานของมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน+3 ที่จัดตั้งขึ้นภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กันและกันในกรณีที่สมาชิกประสบวิกฤตหรือกำลังจะประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความช่วยเหลือที่เสริมเพิ่มเติมจากความช่วยเหลือทางการเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ทั้งนี้ การยกระดับ AMRO เป็นองค์การระหว่างประเทศนี้ จะส่งผลดีต่อทั้งประเทศไทยและต่อภูมิภาคอาเซียน+3 โดยจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประเทศสมาชิกอาเซียน+3 จะมีองค์กรถาวรในการเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ มีสถานะและความสำคัญเท่าเทียมกับองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งยังสามารถดึงดูดให้บุคลากรที่มีคุณภาพสูงมาทำงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และติดตามภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกและของภูมิภาค







