
เศรษฐกิจโลกแผ่วกดหุ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นและน้ำมัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นและน้ำมัน จากนั้นไหลย้อนกลับเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น พันธบัตร เงินเหรียญสหรัฐ ช่วงสั้น ดัชนีหุ้นไทยยังคงผันผวนตามตลาดหุ้นโลก
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัวพุ่งขึ้น หลังมีรายงานบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซาในยูโรโซน ขณะที่ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2557 เหลือ 3.3% และปี 2558 เหลือ 3.8% ซึ่งลดลง 0.1% และ 0.2% จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ค.ตามลำดับ
ด้านเยอรมนีและฝรั่งเศสที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ในยูโรโซน ต่างรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หลังได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรรัสเซีย อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในยูเครน ขณะที่การค้าขายกับจีนถูกกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัว
ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีในเดือน ส.ค. หด 4% จากเดือน ก.ค. นับเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสไม่ขยายตัวในเดือน ส.ค.
นักลงทุนวิตกมากขึ้นเมื่อประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ประกาศความพร้อมที่จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อปกป้องเศรษฐกิจยูโรโซนให้รอดพ้นจากภาวะเงินฝืด หลังจากอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนร่วงลงแตะ 0.3% ในเดือน ก.ย.ต่ำสุดในรอบ 5 ปี และห่างไกลจากเป้าหมาย 2%
การส่งสัญญาณพร้อมที่จะใช้มาตรการแทรกแซงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยูโรโซนกำลังย่ำแย่อย่างหนัก
ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลงสู่ “เชิงลบ” จากเดิม “มีเสถียรภาพ” แต่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของฝรั่งเศสเอาไว้ที่ระดับ AA การปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือครั้งล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองของ S&P ที่ว่าเป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และสถานะการคลังของฝรั่งเศสมีแนวโน้มถดถอยลงไปจนถึงต้นปีหน้า
วันศุกร์ที่ผ่านมา น้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 85.82 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 5.34 เหรียญสหรัฐ จากเมื่อสิ้นไตรมาส 3 และร่วงเกือบ 20 เหรียญสหรัฐ จากสิ้นไตรมาส 2 ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วถ่วงหุ้นน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันที่เสี่ยงขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน
ด้านรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเมื่อวันที่ 16-17 ก.ย. เปิดเผยว่า เฟดกังวลว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐอาจกระทบต่อการส่งออก และเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
เฟดยังชี้ด้วยว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดอีก 2-3 ปี พร้อมระบุว่าสัญญาณชี้นำล่วงหน้าของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ และยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นหลังจากโครงการซื้อสินทรัพย์สิ้นสุดลง
รายงานดังกล่าวทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินต่อไปอีกนาน เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐยังได้รับปัจจัยลบจากการที่นักลงทุนกระหน่ำขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะดัชนีแนสแด็กที่ดิ่งลงอย่างหนัก หลังจากบริษัทไมโครชิป เทคโนโลยี ได้ออกรายงานเตือนว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้เข้าสู่ภาวะปรับฐานแล้ว และจะเข้าสู่ภาวะ “ปรับฐานลง” เป็นวงกว้างในระยะเวลาอันใกล้นี้
ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับลง 3.1% ดัชนีแนสแด็กดิ่ง 4.5% และดัชนีดาวโจนส์ร่วง 2.7%
ความผันผวนในตลาดหุ้นโลกฉุดดัชนีหุ้นไทยร่วงตาม แต่ตีตื้นขึ้นมาเหลือลบเพียง 1.1% เมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งที่ช่วงต้นสัปดาห์มีความกังวลต่อผลกระทบจากการแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งจะทำให้กระบวนการปล่อยสินเชื่อยากขึ้น เพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงต่อสถาบันการเงิน
ตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ LTF, RMF ก่อนสิ้นปี และทริกเกอร์ฟันด์กองใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว รวมถึงมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 3.6 แสนล้านบาท หรือ 3% ของจีดีพี
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยากจะหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงภายนอก ตลาดยังอยู่ในช่วงแกว่งหาฐานราคาใหม่ แนวรับอยู่ที่ 1,540, 1,520 และ 1,490 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,560-1,565 จุด
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







