
ภาษีมรดกเก็บจริงยาก
ในอนาคตอีกไม่นานประเทศไทยเราก็จะมีการเก็บภาษีมรดกแล้วค่ะ ซึ่งภาษีมรดกนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ในอนาคตอีกไม่นานประเทศไทยเราก็จะมีการเก็บภาษีมรดกแล้วค่ะ ซึ่งภาษีมรดกนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยอัตราภาษีที่คาดว่าจะเก็บกันนั้นจะอยู่ที่ 10% สำหรับทรัพย์สินส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป
นั่นหมายความว่าใครที่มีทรัพย์สินที่จะโอนเป็นมรดก ไม่เกิน 50 ล้านบาทก็ไม่ต้องเสีย แต่หากเข้าเกณฑ์ต้องเสีย อย่างเช่น พ่อแม่เรามอบทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านบาทให้กับเรา เราก็จะเสียภาษีแค่ 1 ล้านบาท หรือถ้าเราได้รับมรดกมูลค่า 100 ล้านบาท รัฐก็จะเก็บภาษีจากเราแค่ 5 ล้านบาท
ในทางปฏิบัติแล้วภาษีตัวนี้ก็เปิดช่องว่างให้คนรวยมีช่องหนีภาษีด้วยเช่นกัน ตัวอย่างง่ายๆ เลย สมมติบางครอบครัวที่มีทรัพย์สินระดับหลายสิบล้านจนกระทั่งหลักเป็นร้อยๆ ล้าน ก็อาจจะโยกทรัพย์สินส่วนเกินไปเก็บไว้ในทรัพย์สินที่ไม่สามารถนำมาแสดงตัวตนและตีมูลค่าได้ชัดเจน
ยกตัวอย่าง อาจจะนำเงินสดไปซื้อทองคำ เครื่องเพชร เครื่องประดับแล้วเก็บไว้ในเซฟที่บ้าน หรือวิธีที่ง่ายที่สุดอีกอย่างก็คือการเก็บเงินสดไว้ที่บ้านก็ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้ทรัพย์สินบางส่วนไม่ปรากฏในบัญชี หรือเอกสารที่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน พอถึงเวลาประกาศมูลค่าทรัพย์สิน อาจจะไม่ต้องเสียภาษีมรดก หรือเสียน้อยกว่าความเป็นจริง
จากกรณีศึกษาในสหรัฐ ตัวเลขจากงานวิจัยของ ศ.จอร์จ คูเปอร์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ระบุว่า ในสหรัฐ เองนั้น การเก็บภาษีมรดกไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่คาดหวังไว้ ทั้งในแง่ของมูลค่าภาษีที่เก็บได้จริง และจำนวนผู้เสียภาษีมรดกในแต่ละปี
งานวิจัยของ ศ.คูเปอร์ที่เก็บข้อมูลในช่วงระหว่างปี 1997-2011 พบว่าจำนวนผู้จ่ายภาษีมรดกนั้นลดลงอย่างน่าใจหายค่ะ จากจำนวน 5 หมื่นคนในปี 2543 จนกระทั่งเหลือเพียง ไม่ถึง 1 หมื่นคนในปี 2554 ขณะเดียวกัน อัตราภาษีที่เสียกันจริงๆ นั้นก็อยู่ที่ 18-20% เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าเศรษฐีอเมริกันประหยัดภาษีไปกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราที่รัฐเรียกเก็บที่ระดับ 45-50%
ปัญหาอีกอย่างที่จะเกิดขึ้นในการเก็บภาษีมรดกก็คือ กรณีการเก็บภาษีจากทรัพย์สินที่เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้าง เพราะ การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของอาคารสิ่งปลูกสร้างนั้นทำไม่ง่ายเหมือนที่ดิน และนั่นก็อาจเป็นช่องให้เกิดการทุจริตได้
กรณีของอาคารสิ่งปลูกสร้างนั้นจะมีปัญหามาก เช่น รับมรดกเป็นอพาร์ตเมนต์ พื้นที่รวม 1 หมื่น ตร.ม. มูลค่าตามราคาทุนก็จะอยู่ที่ 100 ล้านบาท แต่ค่าเสื่อมราคาที่เกิดขึ้นกับอพาร์ตเมนต์ ย่อมทำให้มูลค่าทางบัญชีที่เกิดขึ้นนั้นต่ำกว่านี้ ซึ่งนั่นจะสร้างปัญหาให้กับผู้เสียภาษี ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าจริงได้ และนั่นย่อมสร้างปัญหาในการเก็บภาษีมรดกในอนาคตได้ หากเราไม่จัดการปัญหานี้ให้ดี







