posttoday
บิ๊ก 3 สถาบันมองหุ้นไทยแผง

บิ๊ก 3 สถาบันมองหุ้นไทยแผง

10 ตุลาคม 2557

ในงานเสวนา หัวข้อ “ลงทุนอย่างไรในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน” จัดโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

ในงานเสวนา หัวข้อ “ลงทุนอย่างไรในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน” จัดโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งมี 3 นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ของไทยร่วมให้มุมมอง

วิน พรหมแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) มองว่า ดัชนีหุ้นไทยจากต้นปี 2557 ที่ระดับ 1,200 จุด ถึงปัจจุบันที่ปรับเข้าใกล้แตะระดับ 1,600 จุด ถือเป็นระดับราคาที่เต็มมูลค่า จึงมีโอกาสที่จะปรับฐานได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยพื้นฐานไม่น่าจะเห็นการลงแรงเกินระดับ 1,450-1,400 จุด ในช่วง 34 เดือนข้างหน้าเพื่อสร้างฐานใหม่ ยกเว้นกรณีที่มีปัจจัยกดดันเชิงจิตวิทยา เช่น คนไม่พอใจผลงานรัฐบาล เกิดความขัดแย้งเชิงรัฐศาสตร์ในต่างประเทศ ในตะวันออกกลาง หรือจีนกับฮ่องกง จะทำให้คนมองหุ้นในแง่ลบ

กรณีนี้มีโอกาสทำให้หุ้นลงได้ถึง 100-200 จุด หรือ 10-15% ขณะที่ในปี 2558 มีเป้าหมายดัชนีที่ 1,600-1,650 จุด

สปส.ให้น้ำหนักปกติ

ด้วยมุมมองดังกล่าวส่งผลให้พอร์ตลงทุนในหุ้นของ สปส.ปัจจุบันที่ลงทุนในหุ้นไทยสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ตลงทุนมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท ปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยจากช่วงกลางปี 2557 ที่ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดเป็นให้น้ำหนักการลงทุนเท่าตลาด โดยพักฐานลงมาที่ระดับดังกล่าว ถือเป็นจังหวะการเข้าทยอยซื้อในหุ้นรายตัวกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ค้าปลีก การแพทย์ และอาหาร

“การพักฐานของหุ้นไทยบ้างเป็นเรื่องดีเพื่อสร้างฐานใหม่ เพราะขึ้นต่อเนื่องยาวนานไม่น่าไหวสัก 3-4 เดือน ส่วนดัชนีปี 2558 จะแกว่งตัวระหว่าง 1,400-1,650 จุด เพราะไม่มีตัวดึงลงมากด้วยปัจจัยพื้นฐานที่รองรับ” วิน กล่าว

มณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ กล่าวว่า หุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานลงมาที่ระดับ 1,500 จุด หรือลงราว 35% จากระดับ 1,600 จุด น่าจะเป็นแนวรับปัจจัยพื้นฐานที่รองรับอยู่หลังจากที่นักลงทุนมีการย่อยข้อมูลปัจจัยพื้นฐานความร้อนแรงของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือน ต.ค.นี้

แต่กรณีที่เกิดปัจจัยพิเศษที่คาดไม่ถึงเข้ามากระทบ เช่น การระบาดที่รุนแรงของอีโบลา หรือความขัดแย้งทางการเมือง อาจเห็นการลงลึกที่ 10-15% หรือระดับ 160 จุด

ขณะที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 15.5 เท่าในวันที่ 8 ต.ค. 2557 มองว่าเป็นระดับราคากำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตไม่ทันราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมา ดังนั้นส่วนตัวมองว่าที่ระดับ 1,600 จุด เป็นระดับราคาที่เริ่มตึงตัว

ทั้งนี้ จึงเริ่มเห็นการปรับตัวลงของดัชนีบ้าง แต่ที่ระดับดัชนี 1,500 จุด ถือเป็นโอกาสในการเข้าเลือกซื้อหุ้น โดยเลือกเป็นรายตัวที่ปัจจัยพื้นฐานดีหลังราคาปรับลง

คาดปรับฐาน

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี มีมุมมองต่อหุ้นไทยว่า น่าจะเริ่มเห็นการปรับฐานเช่นกันในระยะสั้นหลังปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงจากต้นปี 2557 ถึงปัจจุบันที่ขึ้นมาประมาณ 20% เข้าใกล้ระดับ 1,600 จุด ดันให้ค่าพีอีขึ้นมาที่ระดับ 17 เท่า คำนวณจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2557 ที่ 90 บาท/หุ้น แต่ช่วงครึ่งปีแรก 2557 กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ติดลบไป 4% ต่างจากความเห็นนักวิเคราะห์จากเดิมต้นปีที่มองการเติบโต 910% ส่วน EPS ปี 2558 หากเห็นการเติบโตที่ดีน่าจะอยู่ที่ 105-110 บาท/หุ้น โดยกำไร บจ.จะเติบโต 13-14%

ทั้งนี้ หากหุ้นไทยจะปรับฐานเพื่อปรับขึ้นไปต่อควรเห็นการปรับฐานของหุ้นประมาณ 1015% ในช่วง 34 เดือน ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ปัจจุบันที่ทยอยอายุครบในช่วง 58 ปีที่ผ่านมายังค้างอยู่ในระบบรวมประมาณ 1 แสนล้านบาทที่ยังไม่ขายออกมา ซึ่งเดือน ม.ค. 2558 มีความเสี่ยงจะเห็นแรงขายออกมากดดันให้ดัชนีลงได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี