
กบข.ลุยซื้อหุ้นนอก
ปีหน้าขอขยายจาก25เป็น35%ปีนี้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มหลังการเมืองสงบ
ปีหน้าขอขยายจาก25เป็น35%ปีนี้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มหลังการเมืองสงบ
ปี 2558 กบข.ขยับเพดานขอลงทุนนอกเป็น 35% จากเพดาน25% ปีนี้เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยลุยแบงก์อสังหาฯ
นายยิ่งยง นิลเสนา รองเลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.อยู่ระหว่างประสานงานกับกระทรวงการคลัง เพื่อแก้กฎกระทรวงและเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติขยายเพดานการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศในทุกสินทรัพย์เพิ่มเป็น 35% จากเดิมที่ 25% ซึ่งปัจจุบันลงทุนที่ 22% เพื่อเพิ่มโอกาสและกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มทยอยลงทุนได้ในปี 2558
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่เหมาะสมทยอยลงทุนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30% ของพอร์ต เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารผลตอบแทน หลังจากในปี 2556 การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดี ส่งผลให้ในบางช่วงมีสัดส่วนขึ้นไปถึง 24.5%
ขณะที่เป้าหมายการลงทุนในต่างประเทศยังให้ความสนใจหุ้นต่างประเทศและกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนเป็นบวกที่มีการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ซึ่งมีความคล่องตัวในการลงทุน และไม่ได้เร่งรีบ เนื่องจากต้องการแนวโน้มระดับราคาสินทรัพย์ที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยเป็นให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดประมาณ 11% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเล็กน้อยจากเพดานการลงทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศที่กำหนดไว้ไม่เกิน 35% ของพอร์ตลงทุนรวม
ทั้งนี้ เนื่องมาจากการเมืองภายในประเทศสงบขึ้น รวมถึงการที่รัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของเอกชนกลับสู่ภาวะปกติและภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น
นอกจากนี้ ได้เน้นลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเลือกลงทุนรายตัว
“กบข.เป็นผู้ลงทุนระยะยาว ซื้อขายหุ้นไม่บ่อย แต่ถ้าช่วงไหนตัวหุ้นที่ซื้อไว้ขึ้นสูงเกินกว่าราคาเป้าหมายที่ประเมินมากๆ จะขายออกมา แต่ถ้าหุ้นตัวไหนที่ปัจจัยพื้นฐานดีๆ แต่ราคาลงมาต่ำมากๆ จะเข้าไปซื้อเพิ่มด้วย” นายยิ่งยง กล่าว
อย่างไรก็ดี จากภาวะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าประเมินว่าการลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
นายยิ่งยง กล่าวว่า ผลตอบแทนการลงทุนรวมเฉลี่ยของ กบข.จากต้นปี 2557 ถึงปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจเกิน 5% และผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งปี 2557 น่าจะยืนได้ที่ 5%







