
การบริหารสภาพคล่องที่ได้ประโยชน์ภาษี
ตอนที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนขายกองทุนรวมอยู่นั้น ส่วนใหญ่ผมมักจะแนะนำลูกค้าให้บริหารภาษีด้วยการออมเงินในกองทุนรวมโดยเทียบกับการออมเงินในรูปแบบอื่นๆ
ตอนที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนขายกองทุนรวมอยู่นั้น ส่วนใหญ่ผมมักจะแนะนำลูกค้าให้บริหารภาษีด้วยการออมเงินในกองทุนรวมโดยเทียบกับการออมเงินในรูปแบบอื่นๆ
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าฝากออมทรัพย์อยู่ แม้ดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี แต่ผลตอบแทนของเงินฝากออมทรัพย์ต่ำมาก (ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารขนาดใหญ่อยู่ที่ 0.5% ต่อปีเท่านั้น) และซ้ำร้ายกว่านั้น มีลูกค้าหลายคนเข้าใจเรื่องภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ผิด คิดว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ไม่เกิน 2 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษีนั้น นับเฉพาะดอกเบี้ยของแต่ละธนาคาร เลยใช้วิธีแยกฝากออมทรัพย์หลายๆ ธนาคาร โดยให้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ได้จากแต่ละธนาคารไม่เกิน 2 หมื่นบาท
ซึ่งวิธีดังกล่าวผิดครับ เพราะกรมสรรพากรไม่สนว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์จะมาจากธนาคารไหน กรมสรรพากรสนใจแค่ว่าเราในฐานะผู้มีเงินได้ในปีนั้นได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากออมทรัพย์รวมทุกธนาคารเท่ากับเท่าไหร่ ถ้ามากกว่า 2 หมื่นบาท เราก็ต้องเสียภาษี ถ้าเราไปบอกธนาคารให้หัก ณ ที่จ่าย เราก็จะเสียภาษี 15% บนดอกเบี้ยที่ได้รับ
แต่ถ้าเราไม่บอกธนาคาร ธนาคารก็จะไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายของดอกเบี้ยออมทรัพย์เราอยู่แล้ว เพราะจำนวนดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่แม้ธนาคารไม่หัก เราก็ยังต้องมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอยู่ดี โดยการเอาดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ได้ทั้งหมดไปรวมกับเงินได้อื่นๆ ตอนยื่นภาษีเงินได้ และเสียภาษีตามฐานภาษีของเรา หากฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่ 30% เราก็ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ของเราที่อัตรา 30%
ทางเลือกที่ผมมักแนะนำลูกค้าก็คือ การแบ่งเงินบางส่วนไปออมในกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่มีขายทุกธนาคาร และมีลักษณะคล้ายเงินฝากออมทรัพย์ คือ ฝากถอนได้ทุกวัน แต่ให้โอกาสของผลตอบแทนที่สูงกว่า และที่สำคัญคือ ผลตอบแทนไม่เสียภาษี ข้อเสียของกองทุนประเภทนี้ คือ ผลตอบแทนไม่แน่นอน และต้องถอนในเวลาทำการที่กำหนด ถอนวันนี้ได้เงินวันพรุ่งนี้
ดังนั้น การบริหารสภาพคล่องของผม จึงใช้วิธีเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์เพียงพอใช้จ่ายสัก 15 วัน ที่เหลือออมในกองทุนตลาดเงินเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้เงินออมของตัวเอง หรือลูกค้าที่ชอบฝากประจำ ประเภท 3 เดือน 6 เดือน สามารถใช้กองทุนรวมช่วยได้มั้ย ก็ได้เหมือนกันครับ เพราะเดี๋ยวนี้ธนาคารต่างๆ ก็มีกองทุนรวมประเภท 3 เดือน 6 เดือน เหมือนเงินฝากประจำมาขายเหมือนๆ กัน
แล้วนอกจากกองทุนรวมแล้ว มีทางเลือกอื่นที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนบ้างหรือไม่ ก็มีครับ ทางเลือกหนึ่งที่คนนิยมกันมากก็คือสหกรณ์ครับ
พูดถึงเรื่องสหกรณ์ บางท่านทราบดี บางท่านอาจจะงง จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ได้ประโยชน์ทางภาษียังไง
นิยามคำว่า “สหกรณ์” หมายถึง องค์กรทางเศรษฐกิจและสังคมที่สมาชิกร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยการลงหุ้นร่วมกัน จัดการร่วมกันในการผลิต การจำหน่ายสินค้าหรือบริการตามความต้องการหรือผลประโยชน์อย่างเดียวกันของบรรดาสมาชิก สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิออกเสียงได้หนึ่งเสียงในการบริหารสหกรณ์ โดยไม่ขึ้นกับจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ และได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ สหกรณ์มีหลายรูปแบบครับ เช่น สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น
เมื่อสมาชิกสหกรณ์ลงหุ้นร่วมกัน ผลตอบแทนที่ได้ คือ เงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนที่สมาชิกสหกรณ์ได้รับ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับที่ 40 สมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนจึงไม่ต้องนำไปเสียภาษีเงินได้ เมื่อสหกรณ์จ่ายเงินดังกล่าวให้สมาชิกสหกรณ์ก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด
ส่วนสมาชิกสหกรณ์บางท่านที่มีเงินเหลือใช้และได้นำเงินไปฝากสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ดอกเบี้ยจากการฝากเงินนั้นก็ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (8)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทอื่นๆ ต้องเสียภาษีและหักภาษี ณ ที่จ่ายตามปกติ
ดังนั้น หากเราต้องการเพิ่มผลตอบแทนของเงินเรา แต่ยังต้องการสภาพคล่อง ก็ลองมองกองทุนรวมกับสหกรณ์บ้างนะครับ อาจช่วยให้เงินของเรางอกเงยได้เร็วขึ้น
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเอง และได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







