posttoday
แนะเร่งผนึกกำลังก่อน "ยางพารา" ตกต่ำทั้งภูมิภาค

แนะเร่งผนึกกำลังก่อน "ยางพารา" ตกต่ำทั้งภูมิภาค

08 ตุลาคม 2557

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้น สาเหตุหลักมาจากปริมาณการผลิตและความต้องการในตลาดไม่สมดุลกัน

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้น สาเหตุหลักมาจากปริมาณการผลิตและความต้องการในตลาดไม่สมดุลกัน ทำให้ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาแก้ปัญหานี้ก็ไม่สำเร็จเพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

เสียงสะท้อนดังกล่าวตรงกับ บุญหาญ อู่อุดมยิ่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ปัญหาราคายางพารามีมานานแล้ว แต่ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมานี้ ราคายางพาราเคยกระโดดขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละ 185 บาท เนื่องจากจีนขยายประเทศทำให้มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรในหลายประเทศเริ่มหันมาปลูกยางพาราจนเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด

นอกจากนี้ ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามีการเก็งกำไรกับยางพาราในช่วงขาขึ้น จนดันให้ราคาในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้น แต่พอเห็นว่าผลผลิตยางพาราล้นตลาดก็เริ่มปล่อยให้ราคายางตกลง

“การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำนั้นคงทำได้ยาก เพราะที่ผ่านมาปล่อยให้มีการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น และไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียวที่มีการปลูกยางเพิ่ม ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มลุ่มน้ำโขงก็มีการปลูกมากขึ้นเช่นกัน” บุญหาญ กล่าว

ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม มีปริมาณการผลิตยางพาราสู่ตลาดโลกรวมกันอยู่ที่ 6 แสนตัน/ปี แม้ว่าจะยังเป็นปริมาณที่น้อยอยู่ หรือเพียง 5% ของปริมาณการผลิตทั่วโลกที่มี 12 ล้านตัน/ปี แต่ต้องไม่ลืมว่าประเทศเหล่านี้ยังมีพื้นที่ที่จะใช้ขยายการเพาะปลูกได้อีกมาก ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมการผลิตในตลาดโลกแน่นอน

ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องหารือร่วมกันทั้ง 7 ประเทศได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยางพาราให้เดินไปทางเดียวกัน เพราะถ้าราคายางตกลงไปอีกประเทศเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวทางแก้ปัญหานั้น เรื่องที่ไทยควรทำเร่งด่วนและถาวร คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดส่งออกในต่างประเทศไม่ให้มากเกินไป โดยอาจจะมีการขยับสัดส่วนปริมาณการใช้ภายในประเทศจากปัจจุบันอยู่ที่ 5.6 แสนตัน หรือประมาณ 12% มาอยู่ที่ 20% หรือประมาณ 11.2 ล้านตัน จากปริมาณการผลิตยางทั้งหมดของไทยที่ 45 ล้านตัน/ปี

ขณะที่แนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องเร่งปล่อยยางพาราที่ค้างอยู่ในสต๊อก 2.8 แสนตันออกมาให้หมด โดยรัฐบาลควรจะใช้วิธีการเจรจาซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในอัตราที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไปกับการคุมพื้นที่ปลูก เพื่อไม่ให้ปริมาณการผลิตยางพาราออกสู่ตลาดมากเกินไป

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสนอว่า รัฐต้องปล่อยให้ราคายางเป็นไปตามกลไกตลาดไม่แทรกแซง แต่ควรหันไปส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำ

อีกส่วนหนึ่ง ต้องเร่งพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) ให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นแหล่งรองรับสินค้าในราคายุติธรรม สร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับเกษตรกร และรัฐควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหาตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประเทศไทยยังคงความสามารถในการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ยางพาราในภูมิภาคนี้ไว้ทั้งด้านปริมาณการผลิต ปริมาณการส่งออก และมูลค่าของอุตสาหกรรมยางพารา

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ