SMEs Micro Enterprise
การกำหนดนิยามวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ตัวผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทในการส่งเสริม SMEs รู้ว่า “ใคร” ที่เข้าข่ายเป็น SMEs ในครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงนิยามของ SMEs ซึ่งประกาศตามกฎกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2545
การกำหนดนิยามวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ตัวผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทในการส่งเสริม SMEs รู้ว่า “ใคร” ที่เข้าข่ายเป็น SMEs ในครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงนิยามของ SMEs ซึ่งประกาศตามกฎกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2545
ซึ่งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ใช้เป็นหลักในการจัดแบ่งประเภทของวิสาหกิจในประเทศไทย และเพื่อให้นิยามดังกล่าวสามารถใช้เป็นหลักในการกำหนดตัวตนของ SMEs ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ที่ผ่านมา สสว.ได้จัดให้มีการระดมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนนิยามของ SMEs มาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด จากการประชุมระดมความคิดเรื่อง “แนวทางการบูรณาการข้อมูล SMEs” ซึ่ง สสว.จัดขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานภาครัฐเอกชน และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 22 หน่วยงาน ได้มีข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับนิยาม SMEs ซึ่งกำหนดเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.นิยามเชิงสถิติ เพื่อใช้ในการจัดทำฐานข้อมูล SMEs ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าให้ใช้นิยามเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือกิจการที่มีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท ยกเว้นกิจการภาคค้า ที่มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน และมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 100 ล้านบาท เนื่องจากมีความเหมาะสมและครอบคลุม SMEs ได้กว้างขวาง
ที่สำคัญหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้นิยามดังกล่าวในการจัดทำข้อมูลอยู่แล้ว เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ
2.นิยามเชิงนโยบายหรือการส่งเสริม เพื่อใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริม ช่วยเหลือ ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่าควรใช้ “ยอดขาย” หรือ “รายได้” มาร่วมเป็นเกณฑ์ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายการส่งเสริม ซึ่ง สสว.จะต้องศึกษาข้อมูลทางการเงินและความแตกต่างระหว่างกลุ่มธุรกิจเพื่อใช้กำหนดเกณฑ์ต่อไป
ในส่วนนิยามของ Micro Enterprise หรือวิสาหกิจขนาดจิ๋ว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีการกำหนดมาก่อน ที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันว่า ในส่วนนิยามเชิงสถิติควรใช้เรื่องการจ้างงานหรือคนทำงาน เป็นเกณฑ์หลักในการกำหนด
ส่วนนิยามเชิงนโยบายหรือการส่งเสริมอาจจะต้องแบ่งแยกตามธุรกิจ เช่น ภาคการค้า จำเป็นต้องนำยอดขายหรือรายได้ เป็นเกณฑ์ในการกำหนดด้วย
นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของ SMEs ว่าครอบคลุมทั้งกิจการที่จดทะเบียนพาณิชย์ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้า OTOP อาชีพอิสระ และธุรกิจการเกษตร ที่สามารถจัดกลุ่มได้ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจปี 2552 (TSIC) เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล SMEs ได้ ในส่วนของธุรกิจการเกษตร ที่ประชุมได้เสนอหลักเกณฑ์ที่ครอบคลุม SMEs เพื่อแยกเกษตรเชิงธุรกิจ ออกจากเกษตรกรแบบยังชีพที่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลอยู่แล้ว โดยจะต้องเป็นกิจการที่ 1) จดทะเบียนพาณิชย์ 2) มีการจ้างงาน 1 คนขึ้นไป (รวมเจ้าของ)3) มีบัญชีรายรับรายจ่าย แยกจากบัญชีส่วนตัว 4) มีการใช้เงินทุนในระบบ
อย่างไรก็ดี การกำหนดตัวตนของ SMEs ที่ชัดเจน ก็เพื่อประโยชน์ทั้งการจัดทำข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูล ไปจนถึงการจัดทำแผนการส่งเสริม สนับสนุน SMEs ให้สอดคล้องตามขนาด ประเภท และวงจรธุรกิจ ซึ่งในการบูรณาการข้อมูล SMEs เพื่อมุ่งไปสู่การจัดทำฐานข้อมูล SMEs แห่งชาตินี้ ที่ผ่านมายังคงมีปัญหาอุปสรรคสำคัญทั้งในด้านกฎหมาย กฎระเบียบในการเผยแพร่ข้อมูล เช่น พ.ร.บ.ประมวลรัษฎากร พ.ร.บ.ประกันสังคม ด้านมาตรฐานการจัดทำข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่น การใช้รหัสต่างกัน การไม่ระบุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้านการบังคับใช้กฎหมายในด้านการจดทะเบียนเพื่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลผู้ประกอบการของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นปัจจุบัน
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาฐานข้อมูล SMEs แห่งชาติ เป็นศูนย์รวมของข้อมูลที่มีความครบถ้วน ทันสมัย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการติดตามสถานการณ์ SMEs การกำหนดนโยบายและแผนการส่งเสริมรวมถึงติดตามประเมินผลการส่งเสริม ช่วยเหลือ SMEs ของ สสว. และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางการบูรณาการข้อมูล SMEs เพื่อนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูล SMEs แห่งชาติ จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อในตอนหน้า


