
ปฏิรูปพลังงาน "ร้าว" ปมเปิดสัมปทานปิโตรเลียม
คำประกาศของ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ จะออกประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
คำประกาศของ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ จะออกประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ครั้งที่ 21 โดยจะเปิดสัมปทานจำนวน 29 แปลง ทั้งบนบกและในทะเล ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาในสังคมว่า นโยบายดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนและดีกับประเทศแค่ไหน และทำไมถึงมีการดำเนินการก่อนจะเสนอแนวทางปฏิรูปพลังงาน
ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติของประเทศ ว่า แม้ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เพื่อจะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า จาก 67% เหลือ 58% แต่ในระยะยาวประเทศไทยยังจำเป็นต้องจัดหาแหล่งก๊าซใหม่รองรับความต้องการใช้ เนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซในอ่าวไทยจะเริ่มทยอยหมดในอีก 68 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ได้มีการตั้งสมมติฐานของแผนจัดหาก๊าซและการใช้ก๊าซ กรณีที่สัมปทานปิโตรเลียมเดิมสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง สัดส่วนการนำเข้าแอลเอ็นจีจะสูงถึง 85% ของปริมาณการใช้ก๊าซภายในปี 2573 โดยจะผลิตได้เองเพียง 15% เท่านั้น ขณะที่สัดส่วนการใช้ก๊าซผลิตไฟก็จะสูงกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เมื่อรวมกับความต้องการภาคอุตสาหกรรมก็จะสูง 6,0007,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน
เมื่อต้องนำเข้าก๊าซเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้ปี 25632564 โรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 1 ซึ่งต้องใช้ก๊าซป้อนเข้าโรงแยก 2,760 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ไม่มีก๊าซอ่าวไทยป้อนได้เพียงพอ จะทำให้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เริ่มขาดแคลน
ดังนั้น ก๊าซแอลพีจีก็จะมีไม่พอป้อนโรงงานปิโตรเคมี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย
กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือสัมปทานปิโตรเลียมเดิมไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์ทราบแล้ว 8.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน จะถูกใช้หมดภายใน 6 ปี บนพื้นฐานของการผลิตที่ระดับ 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เมื่อรวมกับปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบในสัดส่วน 50% จะใช้หมดใน 8 ปี
นั่นจะทำให้ไทยต้องนำเข้าแอลเอ็นจี 100% ท้ายสุดจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้ เนื่องจากแอลเอ็นจีมีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทย นี่คือความจำเป็น
รสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวถึงนโยบายการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ว่า ขณะนี้ สปช.ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงาน การที่รัฐมนตรีจะเร่งรีบเพื่อเปิดสัมปทานรอบใหม่โดยไม่รอการทำงานของ สปช. และฟังความเห็นจากกลุ่มพลังงาน คงไม่ถูกต้องนัก
ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญในการทำงานของ สปช. ก็ควรให้ชะลอการออกประกาศเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียม
เนื่องจากยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องเงื่อนไขในการเปิดสัมปทานรอบใหม่ หากยังคงใช้ระบบเดิม คือ ระบบสัมปทาน ก็จะไม่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ ที่ผ่านมาได้พยายามเสนอแนะถึงการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการ โดยเลือกมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต
ระบบนี้เป็นระบบที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ไทยใช้กันทั้งนั้น ทำไมจึงไม่เลือกใช้ เพราะให้ผลประโยชน์กับประเทศมากกว่าระบบสัมปทาน เนื่องจากมีความชัดเจนในเรื่องการแบ่งสัดส่วนรายได้ สามารถตรวจสอบได้ อย่างกรณีปิโตรนาส บริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซียก็เลือกใช้ระบบนี้ และมีห้องควบคุมเพื่อมอนิเตอร์หลุมขุดเจาะปิโตรเลียมทุกแหล่งว่าแต่ละแหล่งผลิตน้ำมันได้ปริมาณเท่าไหร่ ต่างจากการจัดการของไทยที่ต้องรอการรายงานจากผู้รับสัมปทานว่ามีการขุดเจาะในจำนวนเท่าไหร่
“การใช้ระบบสัมปทานก็เหมือนรัฐบาลให้เช่าพื้นที่ปิโตรเลียมโดยได้รับแต่ค่าเช่า เพราะน้ำมันหรือก๊าซที่ผู้รับสัมปทานผลิตได้ก็เก็บไว้ขายเองทั้งหมด ในขณะที่ถ้าเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต มีการกำหนดสัดส่วนรายได้กันชัดเจนระหว่างรัฐกับเอกชนจะได้เท่าไหร่ เราสามารถควบคุมได้ น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า”
สำหรับสัมปทานปิโตรเลียมเดิมที่จะหมดอายุในปี 2565 ตามกฎหมายนั้นไม่สามารถต่ออายุได้อีก แต่มีความพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถต่ออายุได้ แนวทางที่ควรทำคือ เมื่อหมดสัญญาก็ควรจะใช้วิธีจ้างเอกชนผลิต เพราะพื้นที่ปิโตรเลียมเป็นของประเทศ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การต่ออายุสัมปทานก็เหมือนกับการให้เช่าพื้นที่ต่อ แต่ประเทศไม่ได้อะไรเพิ่มเติมขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องที่รัฐบาลชุดก่อนที่มาจากการเลือกตั้งไม่กล้าทำหรือทำไม่ได้ แต่สามารถทำได้ในยุครัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร เช่น การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
แต่กระทรวงพลังงานไม่ควรเร่งรีบเปิดสัมปทาน ควรให้มีการทำงานของ สปช.กลุ่มพลังงานกันก่อน ขอให้หยุดการเดินหน้าในเรื่องนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ







