posttoday
DTAC

DTAC

07 ตุลาคม 2557

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้พูดถึง ADVANC ไปแล้ว สัปดาห์นี้จึงขอกล่าวถึงคู่แข่งคือ DTAC ซึ่งนักวิเคราะห์ของเราชอบน้อยกว่า ADVANC เนื่องจาก ADVANC ผ่านช่วงของการลงทุนสูงไปแล้ว และกำลังเริ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการลงทุน แต่ DTAC เพิ่งเข้าสู่ช่วงของการลงทุนอีกครั้ง ซึ่งทำให้ต้นทุนการบริการและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น กดดันกำไรในปีนี้และปีหน้า เมื่อประเมินราคาพื้นฐานในปี 2558 แล้วพบว่าอยู่ที่ 115 บาท แม้ว่าราคาหุ้นวานนี้จะปรับลงแรง แต่โอกาสอ่อนตัวยังมีให้เห็น (ตามภาพตลาดโดยรวม) จึงยังไม่ต้องรีบร้อนซื้อ ต่อราคาได้อีก

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้พูดถึง ADVANC ไปแล้ว สัปดาห์นี้จึงขอกล่าวถึงคู่แข่งคือ DTAC ซึ่งนักวิเคราะห์ของเราชอบน้อยกว่า ADVANC เนื่องจาก ADVANC ผ่านช่วงของการลงทุนสูงไปแล้ว และกำลังเริ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการลงทุน แต่ DTAC เพิ่งเข้าสู่ช่วงของการลงทุนอีกครั้ง ซึ่งทำให้ต้นทุนการบริการและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น กดดันกำไรในปีนี้และปีหน้า เมื่อประเมินราคาพื้นฐานในปี 2558 แล้วพบว่าอยู่ที่ 115 บาท แม้ว่าราคาหุ้นวานนี้จะปรับลงแรง แต่โอกาสอ่อนตัวยังมีให้เห็น (ตามภาพตลาดโดยรวม) จึงยังไม่ต้องรีบร้อนซื้อ ต่อราคาได้อีก

การลงทุนที่ผ่านมาไม่เพียงพอทำให้เสียส่วนแบ่งตลาด

ในช่วงที่ผ่านมา DTAC เสียส่วนแบ่งตลาดทั้งในแง่ของรายได้และจำนวนลูกค้า จากคุณภาพของบริการที่แย่ ซึ่งส่งผลให้มีลูกค้าบางส่วนย้ายค่าย ถ้าดูจากเม็ดเงินลงทุนในช่วงปี 25562557 ของ DTAC ซึ่งคาดว่าอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ ADVANC อยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท สูงกว่า DTAC ถึง 2.5 เท่า แต่จำนวนฐานลูกค้าของ ADVANC มากกว่า DTAC เพียง 53% ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นตัวที่สะท้อนได้พอสมควรว่าการลงทุนที่ผ่านมาของ DTAC ไม่เพียงพอ

จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

จากบริการที่แย่และส่งผลให้เกิดการย้ายค่าย ทำให้ล่าสุด DTAC ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาทในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เพื่อยกระดับขีดคุณภาพของบริการให้ดียิ่งขึ้นและให้อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนคลื่น 2.1 GHz โดยจะเพิ่มจำนวนสถานีอีกกว่า 50% เป็น 18,500 สถานี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคต รวมถึงโอกาสในการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งตลาด แต่สิ่งที่จะตามมาคือต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้นเช่นกัน

แม้กำไรจะใกล้ Bottom แต่การเติบโตจะยังไม่เด่นจากต้นทุนที่สูงขึ้น

แม้เราคาดว่าผลการดำเนินงานของ DTAC กำลังจะทำจุดต่ำสุดใน 3Q14 และฟื้นตัวขึ้นในระยะถัดไป แต่การฟื้นตัวคาดว่าจะยังไม่เต็มที่ เนื่องจากการลงทุนที่ยังคงสูงจะส่งผลให้ DTAC มีค่าใช้จ่ายด้านโครงข่าย รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Regulatory Cost จะลดในอัตราที่ช้าลง เนื่องจากเดิมที DTAC บังคับให้มือถือลูกค้าจับคลื่น 2.1 GHz เป็นคลื่นแรก เนื่องจากเป็นคลื่นที่มี Regulatory Cost ต่ำกว่าคลื่นอื่น แต่เกิดปัญหาด้านคุณภาพบริการ เนื่องจากในบางพื้นที่คลื่น 2.1GHz อาจไม่ใช่คลื่นที่ให้สัญญาณที่ดีที่สุด ซึ่งทำให้เกิดการย้ายค่ายของลูกค้าขึ้น ทำให้ล่าสุด DTAC กลับมาปรับตั้งให้มือถือลูกค้าจับสัญญาณที่ดีที่สุด ณ บริเวณนั้น ซึ่งอาจเป็นคลื่นที่มี Regulatory Cost สูงกว่า เราคาดสัดส่วน Regulatory Cost ต่อรายได้จะลดลงเพียง 1% จาก 21.5% ที่คาดในปีนี้เหลือ 20.5% ปี 2558 และทำให้สัดส่วนต้นทุนการให้บริการต่อรายได้ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 59.7% ในปีนี้เหลือ 59.5% ในปี 2558 ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติปี 2557 และ 2558 คาดว่าจะเติบโตในระดับที่ไม่สูงนักที่ 4.5% และ 7.7% ตามลำดับ เทียบกับ ADVANC ที่กำไรในปีนี้น่าจะทรง แต่ปีหน้าคาดว่าจะโตสูงถึง 12.5% อย่างไรก็ตามเราคาดว่า DTAC จะกลับมามีกำไรเติบโตโดดเด่นอีกครั้งในปี 2558 จากเครือข่ายที่มีคุณภาพมากขึ้นและการแข่งขันที่คาดว่าจะลดลง

ราคาพื้นฐาน 115 บาท แนะนำรอซื้อเมื่ออ่อนตัว

ขณะที่ ADVANC น่าสนใจกว่า

เราประเมินราคาเหมาะสมของ DTAC ที่ 115 บาท (วิธี DCF) ให้คำแนะนำเพียง “ถือ/ซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดย ADVANC ดูน่าสนใจกว่าจากการฟื้นตัวของกำไรที่เร็วและสูงกว่า DTAC รวมถึง Upside ของราคาหุ้นที่เปิดกว้างกว่า ปัจจุบัน ADVANC ซื้อขายที่ 2015 EV/EBITDA ใกล้เคียงกับ DTAC ที่ราว 10 เท่า แต่ 2015PE อยู่ที่ 16.3 เท่า ถูกกว่า DTAC ที่ 18.8 เท่า ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลของ ADVANC สูงกว่า DTAC คือประมาณ 6% ต่อปี

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ