posttoday
รั้งไม่อยู่

รั้งไม่อยู่

06 ตุลาคม 2557

“ไม่เคยคิดเลยครับว่าราคาจะร่วงมาถึงขนาดนี้” เป็นคำตอบที่ตัวแทนชาวสวนยางให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เมื่อถูกถามถึงราคายางพาราในปัจจุบัน ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

“ไม่เคยคิดเลยครับว่าราคาจะร่วงมาถึงขนาดนี้” เป็นคำตอบที่ตัวแทนชาวสวนยางให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เมื่อถูกถามถึงราคายางพาราในปัจจุบัน ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

โดยราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพาราสงขลา เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 45.62 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 48.39 บาท/กก. น้ำยางสด ณ โรงงาน 43 บาท/กก. จากที่ช่วงปี 2554 ราคาเคยทะลุ 180 กว่าบาท/กก. ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกสมัยนั้น

แต่หลังทำสถิติสูงสุดไปแล้ว ราคายางก็ดำดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง เพราะวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น รวมถึงวิกฤตหนี้ยุโรป ที่ทำให้ความต้องการสินค้าประเภทนี้และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องลดลง

ณ วันนี้ หลายฝ่าย ทั้งในประเทศไทยเอง และประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก็พยายามคิดว่าวิธีที่จะสกัดกั้นไม่ได้ราคาร่วงลงไปอีก ล่าสุด อินโดนีเซียได้เสนอว่า ควรจะกำหนดราคาขายขั้นต่ำไว้ที่กิโลกรัมละ 1.50 เหรียญสหรัฐ/กก. หรือราวๆ 48 บาท ซึ่งข่าวบอกว่าข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตยางในไทยและมาเลเซียด้วย

แต่หากใครติดตามข่าวเรื่องราคายางมาบ้าง ก็คงรู้ว่า ก่อนหน้านี้เมื่อยางราคาตก 3 สหายผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกได้ร่วมกันงัดแผนต่างๆ มาใช้หวังสกัดไม่ให้ราคารูดลงอีก ซึ่งก็ต้องรู้อีกเหมือนกันว่า ที่ผ่านมาแทบจะไม่ประสบความสำเร็จเลย

ตัวอย่างเช่น ช่วงปี 25552556 ที่ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตกลงกันว่าจะลดการส่งออกยางประมาณ 3 แสนตัน หรือราว 3% ของกำลังการผลิตในปี 2555 ซึ่งก็ช่วยได้แค่หนุนให้ราคายางดีดตัวขึ้นเบาๆ ชั่วคราว ก่อนที่จะดิ่งต่อ เพราะตลาดกลัวว่าวิกฤตหนี้ในยุโรปที่รุนแรงตอนนั้นจะทำให้ความต้องการยางลดลงอีก

มาตรการอื่นๆ เท่าที่พอจะจำได้ ก็เป็นเรื่องการตัดต้นยาง เพื่อลดพื้นที่ปลูก รวมถึงการแทรกแซงราคายาง ซึ่งอย่างหลังไทยเอามาใช้อยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไป ทั้งสต๊อกเดิมที่ยังมีอยู่มาก ผลผลิตใหม่กำลังออกสู่ตลาด พื้นที่เพาะปลูกยางที่เพิ่มขึ้นทั้งใน 3 ชาติผู้ผลิตหลัก ประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี อย่างกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมถึงจีน ผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกที่รุกขยายพื้นที่ปลูกยางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จึงต้องถามว่า การกำหนดราคายางขั้นต่ำ จะช่วยรั้งไม่ให้ราคาร่วงลงได้ จะเอาอยู่จริงหรือ? เพราะเมื่อซัพพลายมีมากกว่าดีมานด์ อำนาจที่แท้จริงในการกำหนดราคาน่าจะอยู่ที่ “คนซื้อ” มากกว่า

ดังนั้น ควรจะเร่งใช้มาตรการอื่นที่ได้ผลยั่งยืนมากกว่า แม้ว่าอาจต้องใช้เวลาปลุกปั้นกันบ้าง เช่น การเร่งเครื่องอุตสาหกรรมแปรรูป การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม การจำกัดพื้นที่ปลูกยางกันอย่างจริงจัง

อย่าเสียเวลาไปกับการคิดแผนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย หรือเอาแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่ก็รู้ว่าหมดฤดูกาลนี้ ก็ต้องเจออีกในฤดูกาลหน้า

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า