
ยอดใช้เช็คลดฮวบตามศก.
เดือนส.ค.หดตัวมูลค่า3.5แสนล้านบาทกสิกรไทยเตือนไตรมาส4สภาพคล่องตึง
เดือนส.ค.หดตัวมูลค่า3.5แสนล้านบาทกสิกรไทยเตือนไตรมาส4สภาพคล่องตึง
ยอดใช้เช็คลดฮวบตามภาวะเศรษฐกิจ สะท้อนสภาพคล่องการเงินลดลง
ฝ่ายการชำระเงินและพันธบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการให้บริการระบบการหักบัญชีเช็คระหว่างธนาคาร ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาว่า จากปริมาณเช็คที่หักบัญชีเช็คทั่วประเทศ 5.4 ล้านใบ จำนวนเช็คลดลงจากเดือนก่อนหน้า 7.3 แสนใบ หรือ 12% และลดลง 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ทางด้านมูลค่าเช็คทั้งหมดมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.9 ล้านล้านบาท ลดลง 3.5 แสนล้านบาท หรือ 10.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และลดลง 12.4% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ มูลค่าเช็คเรียกเก็บเฉลี่ยต่อวันจะลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนตามการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐที่ชะลอตัว และกำลังการผลิตที่ลดลงตามการบริโภค ทำให้ปริมาณการชำระค่าสินค้าด้วยเช็คลดลง
ปริมาณการใช้เช็คทั้งระบบ พบว่ามีสัดส่วนเช็คคืนเพราะไม่สามารถหักเงินในบัญชีได้ (เช็คเด้ง) จำนวน 6.1 หมื่นใบ ลดลง 9,993 ใบ หรือ 14% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเช็คเด้งทั่วระบบมีมูลค่า 1.07 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,370 ล้านบาท หรือ 15.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สาเหตุที่ปริมาณเช็คเด้งเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้สั่งจ่ายเช็คมูลค่าสูงนำเงินเข้าผิดบัญชี ไม่ได้เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้นแต่อย่างใด
สำหรับเช็คเรียกเก็บระหว่างธนาคารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีเช็คเด้ง 3.26 หมื่นใบ มีมูลค่าเช็คเด้ง 7,200 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าเช็คเด้งเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเช็คเด้งในต่างจังหวัดมี 9,773 ใบ มีมูลค่าเช็คเด้ง 1,310 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า และเช็คเรียกเก็บข้ามจังหวัดมีเช็คเด้ง 1.86 หมื่นใบ มีมูลค่าเช็คเด้ง 1,570 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสัดส่วนเช็คเด้งต่อปริมาณเช็คเรียกเก็บรวมทั้งระบบ จะพบว่ามีเพียง 1.1% ของปริมาณเช็คเรียกเก็บรวม ส่วนมูลค่าเช็คเด้งมีสัดส่วนเพียง 0.3% ของมูลค่าเช็คเรียกเก็บรวมทั้งระบบ ซึ่งถือว่าสัดส่วนไม่สูงในระดับที่น่ากังวล
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สภาพคล่องทางการเงินในระบบอาจทยอยตึงตัวขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยความต้องการเงินทุนที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจากภาคเอกชนผ่านสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ หรือผ่านการออกหุ้นกู้ รวมถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจากตลาดทุนไทย ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องในระบบอาจทยอยตึงขึ้น ประกอบกับในช่วงไตรมาสสุดท้ายเป็นฤดูกาลที่จะมีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากธุรกิจประกันและธุรกิจกองทุน ก็คงส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์อาจมีความจำเป็นต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากที่อัตราผลตอบแทนที่จูงใจมากขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาสภาพคล่องไว้รองรับการเติบโตของสินเชื่อได้ ซึ่งก็คงส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์อาจมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทางด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง คงส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย เนื่องจากภาระหนี้ที่สูงอาจจำกัดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อม ต้องหาวิธีติดตามและประเมินความเสี่ยงเพื่อที่จะให้สินเชื่อเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย







