
‘อีพีจี’ทุ่ม1,500ล้าน ขยายผลิตต่างแดน
อีพีจี เทงบ 800-1,500 ล้านบาท ขยายต่างประเทศ ขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มฟื้น คาดรายได้โต 8-10%
อีพีจี เทงบ 800-1,500 ล้านบาท ขยายต่างประเทศ ขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มฟื้น คาดรายได้โต 8-10%
นายเฉลียว วิทูรปกรณ์ กรรมการบริหาร บริษัท อีสเทิร์น โพลีเมอร์กรุ๊ป (อีพีจี) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมและครัวเรือน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2557 ของบริษัท (มี.ค. 2557-เม.ย. 2558) ได้เตรียมใช้เงินลงทุนจำนวน 8001,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและขยายตลาดในต่างประเทศ โดยขณะนี้บริษัทมีฐานการผลิตอยู่ 8 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ไทย สหรัฐ เยอรมนี อินเดีย รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และจีน 2 แห่ง
สำหรับแผนระยะยาว 3-5 ปีของบริษัท (2557-2561) คาดว่าจะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ในระดับ 1 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี เป็นผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังนั้นบริษัทจึงมีแผนการขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ด้าน นายภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานบริหาร อีพีจี กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2557 รายได้รวมของกลุ่มจาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉนวนยางกันความร้อนเย็น ที่มีสัดส่วน 34% ของรายได้รวม 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนและตกแต่งยานยนต์ ที่มีสัดส่วน 33% และ 3.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกคุณภาพสูง ที่มีสัดส่วน 33% ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้เติบโตอยู่ที่ 8-10% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 6,590 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้เติบโตได้ตามเป้าหมาย มาจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการเติบโตของธุรกิจก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีการฟื้นตัว ได้ส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้นกว่าช่วงต้นปี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองและอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศชะลอตัว บริษัทจึงได้มีการปรับสัดส่วนระหว่างการส่งออกต่างประเทศ กับสัดส่วนจำหน่ายในประเทศ ในปีนี้เป็น 60% ต่อ 40% ตามลำดับ จากปกติอยู่ในระดับ 50% ต่อ 50% บริษัทจึงไม่มีผลกระทบมากนัก
นอกจากนี้ ภายหลังการยื่นไฟล์ลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในช่วงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาเพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกจำนวน 700 ล้านหุ้น และแต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 2,800 ล้านบาท ซึ่งมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 2,100 ล้านบาท โดยราคาพาร์อยู่ที่หุ้นละ 1 บาท
“สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทมีกลุ่ม วิทูรปกรณ์ ถือหุ้นประมาณเกือบ 100% ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนสัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มดังกล่าวในบริษัทจะลดลงเหลือประมาณ 75% ซึ่งบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัท” นายภวัฒน์ กล่าว







