
เงินบาทอ่อนค่า14วัน0.6%
ธปท.ไม่ห่วงช่วงนี้เงินไหลออกเล็กน้อย ต่างชาติลดสัดส่วนลงทุนตราสารหนี้
ธปท.ไม่ห่วงช่วงนี้เงินไหลออกเล็กน้อย ต่างชาติลดสัดส่วนลงทุนตราสารหนี้
ธปท.ชี้เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย ไม่เกี่ยวกับเงินไหลออก แม้นักลงทุนต่างชาติลดลงทุนในตราสารหนี้ไทย
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ เงินบาทในขณะนี้เทียบกับต้นปีแข็งค่าขึ้น 1.23% เป็นการเคลื่อนไหวแข็งค่าในทิศทางเดียวกับสกุลในภูมิภาคหลายสกุล เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย
อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงช้าๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาประมาณ 0.6% ซึ่งเป็นผลมาจากเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน การที่ต่างชาติลดสัดส่วนลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือน ส.ค. มียอดคงค้างประมาณ 7 แสนล้านบาท มีสัดส่วนประมาณ 10.7% ลดลงมาเหลือ 10.5% ของมูลค่าตลาดตราสารหนี้
“เท่าที่ติดตามดูตลาดตราสารหนี้ไทย ความต้องการยังมีมากกว่าตราสารหนี้ที่ออกขาย โดยเฉลี่ยประมาณ 1.52 เท่าต่อครั้งมาตลอด ซึ่งโดยรวมยังตราสารหนี้ไทยยังได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี” นายจิรเทพกล่าว
ขณท ธปท.ยังจะติดตามการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่ต่างกันของแต่ละประเทศ จะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินโลกผันผวนมากน้อยเพียงใด และจะทำให้เงินทุนไหลเข้าออกไทยส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทหรือตลาดการเงินไทยหรือไม่ในระยะต่อไป
นายจิรเทพ กล่าวว่า ส่วนการคงอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยที่ BBB+ ของฟิทช์ ถือว่าเป็นไปตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ เนื่องจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังคงมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการประเมินมีการให้น้ำหนักกับประเด็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เป็นระยะสั้น
ด้าน วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นักลงทุนต่างพากันขานรับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ ทำให้สกุลเงินของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อ่อนค่าลงและเกิดภาวะทุนไหลออกจากภูมิภาคนี้ด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนได้จากข้อมูลของอีพีเอฟอาร์ บริษัทรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจจากสหรัฐ ที่แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติมีการถอนการลงทุนออกจากอินโดนีเซียราว 45 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,440 ล้านบาท) จากฟิลิปปินส์ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 352 ล้านบาท) และจากไทยราว 51 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,632 บาท) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ขณะที่สกุลเงินของชาติในอาเซียนอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจถึงความปลอดภัยในการถือสกุลเงินในภูมิภาคอีกต่อไป กระนั้นยังมีนักลงทุนบางส่วนยังคงถือสกุลเงินในภูมิภาคนี้ไว้เพื่อเก็งกำไร
รายงานจากอีพีเอฟอาร์ ระบุว่า ความไม่เสถียรของการลงทุนต่างชาติจากการเก็งกำไรจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในตลาดอาเซียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้
นายชาทิป บาสรี รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายตลาดทุนแดนอิเหนามากกว่าช่วงกลางปี 2556 สอดรับกับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ที่เปิดเผยว่า อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์หากเกิดความผันผวนมากเกินไป
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) ที่เปิดเผยว่า การถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่มีการเข้ามาลงทุนสูงสุดช่วยเดือนเม.ย.พ.ค. 2556 ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งหลังเกิดการชุมนุมก็ไหลออกพอสมควรก่อนจะทยอยกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนการถือลงทุนตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 7.01 แสนล้านบาท ของมูลค่าตลาดตราสารหนี้รวมที่ 9.1 ล้านล้านบาท
“แนวโน้มการเข้ามาถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตราสารหนีไทยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่อาจจะผันผวนบ้างถ้าธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางของยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ที่อาจจะกระทบตลาด ซึ่งต้องติดตามดูต่อไป แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะยอดการเข้ามาถือลงทุนของต่างชาติล่าสุดในปีนี้ยังเป็นบวก”น.ส.อริยากล่าว
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพในปัจจุบัน ซึ่งธปท.คาดจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 1.5% นั้น ไม่ได้ลดทอนความน่าเชื่อถือของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ภาครัฐของไทย เห็นได้จากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ถือลงทุนในตราสารหนี้ไทยไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่ได้สะท้อนภาวะการตื่นตระหนกของผู้ถือลงทุนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ พอสะท้อนได้จากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ในตราสารหนี้ไทยลดลงเพียงเล็กน้อย จากเดือนส.ค.ที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนประมาณ 10.7% ลดลงมาเหลือ 10.5% ของมูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยหรือมียอดคงค้างประมาณ 7 แสนล้านบาท ณ 25 ก.ย.ปีนี้
“เท่าที่ติดตามดูตลาดตราสารหนี้ไทย ความต้องการซื้อลงทุนในตลาดยังมีมากกว่ตราสารหนี้ที่ออกขาย โดยมีผู้สนใจเข้าลงทุนมากกว่าวงเงินที่เสนอขายโดยเฉลี่ยประมาณ 1.52 เท่าต่อครั้งมาตลอด ซึ่งโดยรวมยังตราสารหนี้ไทยยังได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี” นายจิรเทพกล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของ น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) ที่เปิดเผยว่า การถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่มีการเข้ามาลงทุนสูงสุดช่วยเดือนเม.ย.พ.ค. 2556 ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งหลังเกิดการชุมนุมก็ไหลออกพอสมควรก่อนจะทยอยกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนการถือลงทุนตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 7.01 แสนล้านบาท ของมูลค่าตลาดตราสารหนี้รวมที่ 9.1 ล้านล้านบาท
“แนวโน้มการเข้ามาถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตราสารหนีไทยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่อาจจะผันผวนบ้างถ้าธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางของยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ที่อาจจะกระทบตลาด ซึ่งต้องติดตามดูต่อไป แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะยอดการเข้ามาถือลงทุนของต่างชาติล่าสุดในปีนี้ยังเป็นบวก”น.ส.อริยากล่าว
นายจิรเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนการคงอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยที่ BBB+ ของฟิทช์ถือว่าเป็นไปตามที่ธปท.คาดการณ์ไว้ เนื่องจากในช่วง 12 ปี ที่ผ่านมาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังคงมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการประเมินมีการให้น้ำหนักกับประเด็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เป็นระยะสั้น ซึ่งการที่สถาบันอันดับเรตติ้งประเมินไทยว่า ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในช่วง 12 ปีข้างหน้า ยิ่งจะเป็นปัจจัยนี้ช่วยเสริมให้ตลาดการเงินไทยมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะเห็นว่ายังไม่กระทบการถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยด้วย
ทั้งนี้ สัดส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ธปท.ถือว่าปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ถูกกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้โตต่ำกว่าศักยภาพในระยะเริ่มต้นของการฟื้นตัว อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา เพื่อให้สามารถฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับศักยภาพต่อไป เพราะหากโตต่ำต่อไปจะสะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้ของประเทศในอนาคต แต่ในเบื้องต้น ธปท.ประเมินว่าจีดีพีปีหน้าจะเริ่มโตเข้าใกล้ระดับศักยภาพ ซึ่งคาดว่าจะโตได้ที่ 4.8% และหากไทยรักษาเสถียรภาพในตลาดการเงินได้ดีจะเสริมศักยภาพระยะยาวของเศรษฐกิจ ทำให้เป็นปัจจัยบวกต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและของตราสารหนี้ภาครัฐในระยะต่อไปด้วย
ด้าน วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นักลงทุนต่างพากันขานรับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ ทำให้สกุลเงินของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อ่อนค่าลงและเกิดภาวะทุนไหลออกจากภูมิภาคนี้ด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนได้จากข้อมูลของ อีพีเอฟอาร์ บริษัทรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจจากสหรัฐ ที่แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนออกจากอินโดนีเซียราว 45 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,440 ล้านบาท) จากฟิลิปปินส์ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 352 ล้านบาท) และจากไทยราว 51 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,632 บาท) เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
ขณะที่สกุลเงินของชาติในอาเซียนอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจถึงความปลอดภัยในการถือสกุลเงินในภูมิภาคอีกต่อไป กระนั้นยังมีนักลงทุนบางส่วนยังคงถือสกุลเงินในภูมิภาคนี้ไว้เพื่อเก็งกำไร
รายงานระบุต่อไปว่า ความไม่เสถียรของการลงทุนต่างชาติจากการเก็งกำไรจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในตลาดอาเซียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้
ด้าน ชาทิป บาสรี รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายตลาดทุนแดนอิเหนามากกว่าช่วงกลางปี 2013 สอดรับกับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ที่เปิดเผยว่า อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์หากเกิดความผันผวนมากเกิน







