posttoday
ตลาดข้าวไทยฟื้นตัวราคาดี-ส่งออกสูงสุด

ตลาดข้าวไทยฟื้นตัวราคาดี-ส่งออกสูงสุด

04 ตุลาคม 2557

ตลาดข้าวไทยฟื้นตัวทั้งปริมาณราคา สิงหาฯ ทำสถิติส่งออกสูงสุด 9.75 แสนตัน เดือน ก.ย. 9 แสนตัน

ตลาดข้าวไทยฟื้นตัวทั้งปริมาณราคา สิงหาฯ ทำสถิติส่งออกสูงสุด 9.75 แสนตัน เดือน ก.ย. 9 แสนตัน

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาส่งออกข้าวของไทยในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ราคาข้าวของไทยขยับสูงขึ้นจากเดือนก่อน เพราะตลาดต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาจะต่ำเล็กน้อยโดยราคาเอโอบี ข้าวขาว 5% อยู่ที่ 433 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ข้าวเวียดนาม 440-450 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวของอินเดียราคา 420-430 เหรียญสหรัฐ/ตัน และปากีสถาน ราคา 405-415 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ทั้งนี้ คาดว่า ในเดือน ก.ย.ไทยจะส่งออกข้าวได้ 9 แสนตัน เพราะข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทั้งข้าวขาว ข้าวนึ่ง เพราะราคาข้าวอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ และผลจากที่เอกชนและรัฐบาลร่วมมือกันเจรจาขายข้าวให้กับต่างประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ทำให้การส่งออกข้าวในช่วงปลายปีกลับมาคึกคัก

นายเจริญ กล่าวว่า ตลาดที่สำคัญในช่วงนี้คือตลาดแอฟริกา ซึ่งได้สั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้นทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่ง ส่วนข้าวหอมมะลิคุณภาพดีก็มีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และสิงคโปร์ ปลายข้าวหอมมะลิส่งออกไปยังเซเนกัล และไอเวอรีโคสต์

อย่างไรก็ตาม การส่งออกข้าวของไทยในช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.ส.ค.) ไทยส่งออกข้าวแล้วทั้งสิ้น 6.59 ล้านตัน มูลค่า 105,831 ล้านบาท ปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59.4% มูลค่าเพิ่มขึ้น 22.4% ผู้นำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เบนิน 852,502 ตัน ไนจีเรีย 474,561 ตัน จีน 432,220 ตัน ไอเวอรีโคสต์ 383,663 ตัน และแอฟริกาใต้ 335,529 ตัน

นอกจากนี้ ปริมาณการส่งออกสูงสุดยังคงเป็นเดือน ส.ค.ที่มีปริมาณสูงถึง 975,023 ตัน เพิ่มขึ้น 3.5% มูลค่าส่งออก 14,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.7%

รายงานข่าวระบุว่า ณ วันที่ 1 ต.ค. 2557 ราคาส่งออกข้าวไทย (เอฟโอบี) ของไทยลดลง 29 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยข้าวหอมมะลิชั้น 1 (ปี 2555/2556) อยู่ที่ 1,168 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวหอมมะลิชั้น 1 (ปี 2556/2557) อยู่ที่ 1,072 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวหอมปทุม อยู่ที่ 575 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวขาว 5% อยู่ที่ 433 เหรียญสหรัฐ/ตัน

นางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร ซึ่งมีสมาชิก 34 ราย เปิดเผยว่า ผลผลิตข้าวนาปีในฤดูกาลนี้จะไม่น้อยกว่า 1 ล้านตันเศษ ขณะนี้ราคารับซื้อข้าวเปลือกอยู่ที่ตันละ 7,000-7,200 บาท มีผลผลิตเข้าสู่โรงสีแล้ว 20% แต่เชื่อว่าแนวโน้มราคาจะลดลงอีก เนื่องจากไม่มีการเปิดตลาดเพื่อการส่งออกแห่งใหม่อีกทั้งจำนวนผู้ส่งออกก็มีลดลงจึงทำให้ภาระราคาค่าข้าวตกต่ำต้องตกอยู่กับชาวนา ส่วนที่มีข่าวว่าชมรมโรงสีไปส่งเสริมให้ชาวนาพิจิตรปลูกข้าวปลอดสารพิษหรือปลูกข้าวอินทรีย์แล้วจะมีการรับซื้อข้าวเปลือกกลับคืนในราคาตันละ 10,000 บาท นางมิ่งขวัญ ปธ.ชมรมโรงสีข้าวพิจิตร ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าว คาดว่าคงเป็นเรื่องของการส่งเสริมเฉพาะกลุ่มที่ทำกันในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ดังนั้นเกษตรกรต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน เพราะอาจมีความเสี่ยงหากมีปริมาณมากแล้วการบริหารจัดการไม่เป็นระบบการค้าอย่างมาตรฐาน

ในส่วนของ นายชัชชนะ ปรารถนารักษ์ อายุ 47 ปี เป็นชาวนาอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 6 ตำบลบ้านบุ่ง อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งทำนา 50 ไร่ ด้วยวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ คือไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง แต่ทำน้ำหนักชีวภาพจากพืชสมุนไพรเป็นสารไล่แมลง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตนเองทำนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจึงแบ่งผืนนาปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ 25 ไร่ ปลูกข้าวหอมนิล 5 ไร่ ปลูกข้าวหอมประทุม 20 ไร่ ปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตโดยรวม 25 ตัน ไม่ได้นำไปเข้าโครงการรับจำนำแต่ใช้วิธีนำไปสีเป็นข้าวสารบรรจุถุงศูนย์ญากาศขาย โดยรวมเป็นกลุ่มกับเพื่อนชาวนา จ.พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร เกือบ 100 คน ที่เป็นเครือข่ายปลูกเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มชาวนาพาสุข” จากนั้นก็ทำแผนการตลาดของตนเองโดยให้กลุ่มอาสาสมัคร “กลุ่มผูกปิ่นโตข้าว” เป็นผู้ช่วยขายผ่านระบบโซเชียลเน็ทเวิร์ค ซึ่งก็มีกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพมาขอซื้อผลผลิตที่เป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ไปหุงกิน โดยปีที่ผ่านมายืนยันว่ามีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องง้อโครงการรับจำนำข้าว ส่วนเรื่องของคุณภาพผลผลิตก็มีการส่งข้าวไปตรวจมาตรฐานที่ ม.บูรพา จ.จันทบุรี โดยได้ GAP ของกระทรวงเกษตรเป็นการยืนยัน นายชัชชนะ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาภาครัฐ โดยนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ที่ส่งเสริมให้ชาวนาพิจิตรลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์นั้นมาถูกทางแล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือการช่วยหาตลาดให้กับชาวนาแบบยั่งยืน ส่วนชาวนาก็ต้องซื่อสัตย์ทำข้าวให้มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และที่สำคัญต้องขยันใส่ใจทำนาให้มากลงแรงของตัวเองมากว่าที่จะไปจ้างแรงงานซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องง้อโครงการรับจำนำข้าวอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท