
ควบคุมพอร์ตการลงทุน
สิ่งที่ถกเถียงมากที่สุดในการลงทุนตลาดหุ้นไทยก็คือ ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน แพงเกินไปแล้วหรือยัง? เพราะมีผู้ให้ความคิดเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็มองว่าไม่แพง เพราะปีหน้าเศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวและเป็นการฟื้นตัวแรง เนื่องจากเริ่มจากฐานที่ต่ำและก็อาจจะทำให้บริษัทจดทะเบียนกำไรโตได้ รวมทั้งอาจจะมีเม็ดเงินบางส่วนจากยุโรปเข้ามาลงทุน แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ประเมินว่า P/E ตลาดหุ้นไทยที่สูง 18 เท่า ใน mai เข้าใจว่ามากกว่า 80 เท่า แม้พิจารณากำไรในสิ้นปีนี้หรือปีหน้าที่คาดว่าจะโตในระดับ 10-15% ก็จะทำให้ P/E ลงมาได้เพียง 14-15 เท่า ในกรณี SET Index อยู่บริเวณปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่ถูก แปลว่า การขับเคลื่อนของ SET Index ขึ้นในปีหน้าจะมีกรอบที่จำกัด
สิ่งที่ถกเถียงมากที่สุดในการลงทุนตลาดหุ้นไทยก็คือ ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน แพงเกินไปแล้วหรือยัง? เพราะมีผู้ให้ความคิดเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็มองว่าไม่แพง เพราะปีหน้าเศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวและเป็นการฟื้นตัวแรง เนื่องจากเริ่มจากฐานที่ต่ำและก็อาจจะทำให้บริษัทจดทะเบียนกำไรโตได้ รวมทั้งอาจจะมีเม็ดเงินบางส่วนจากยุโรปเข้ามาลงทุน แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ประเมินว่า P/E ตลาดหุ้นไทยที่สูง 18 เท่า ใน mai เข้าใจว่ามากกว่า 80 เท่า แม้พิจารณากำไรในสิ้นปีนี้หรือปีหน้าที่คาดว่าจะโตในระดับ 10-15% ก็จะทำให้ P/E ลงมาได้เพียง 14-15 เท่า ในกรณี SET Index อยู่บริเวณปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่ถูก แปลว่า การขับเคลื่อนของ SET Index ขึ้นในปีหน้าจะมีกรอบที่จำกัด
ซึ่งในมุมมองของผมประเมินว่า อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องฟันธงในเบื้องต้น แต่เราต้องเข้าไปมองว่า ความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายนั้นเหตุผลทางไหนมีสูงกว่า ซึ่งกรณีเราเชื่อว่าราคาหุ้นในตลาดการขึ้นต้องมีผลการสนับสนุนจากกำไรของบริษัท แปลว่า การกำไรโตในระดับ 10-15% ไม่มากเลยเมื่อเทียบกับราคาตลาดของหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นมา ซึ่งกรณีคิดว่าราคาหุ้นในตลาดหุ้นต้องขึ้นตามกำไร มองได้เลยว่า ปีหน้า SET Index จะไม่ทำจุดสูงสุดใหม่เกิน 1783 จุด ที่เคยทำไว้ เพราะไม่สอดคล้องกับกำไร เพราะฉะนั้นสาระสำคัญที่ต้องติดตาม ต้องมีปัจจัยอะไรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ตัวอย่างของการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นเมื่อวานนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ ไม่มีข่าวบวกใหม่ เพราะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีการตั้งความหวังไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรใหม่ อีกทั้งตลาดหุ้นก็ตอบรับข่าวการมีเสถียรภาพทางการเมือง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่การเริ่มต้นไตรมาส 3 แล้ว ปัญหาที่ต้องมองต่อก็คือ การที่อาจจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจนถึงตลาดหุ้นไทยแค่ไหน อีกทั้งการที่ราคาตลาดของหุ้นไทยสูงเกินไปในระยะสั้น ทำให้แรงจูงใจในการขายทำกำไรจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หรือแม้กระทั่งการคาดหวังว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตก็คือ จะจริงหรือไม่?
โดยส่วนตัวแล้วผมยังประเมินการลงทุนของตลาดในช่วงสั้น ควรระมัดระวังการลงทุน เหตุผลก็คือ ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยตอนนี้ไม่จูงใจให้ลงทุน แต่จูงใจให้มีการเก็งกำไรในบางช่วงโอกาส อีกทั้งมีโอกาสสูงมากเหลือเกินที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนในเชิงลบ จากต่างประเทศ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะมีข่าวดีมากๆ ในต่างประเทศ และสิ่งที่โดยส่วนตัวผมกลัวมากที่สุดก็คือ การอัดฉีด QE ของสหรัฐในช่วงปี 2009 กำลังจะจบลงได้เดือน ต.ค. ซึ่งการดึงเงินกลับไม่ว่าด้วยวิธีอะไร ก็จะส่งผลโดยตรงต่อตลาดหุ้นแทบทั้งนั้น
การประเมินทิศทางระยะสั้นด้วยการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะพบว่า กรอบแนวรับที่ไม่ควรต่ำกว่า 1,570 บวกลบ ซึ่งไม่ควรต่ำกว่า แม้ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า กรณีต่ำกว่า ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าเป็นขาลงแน่ๆ แต่ความเสี่ยงเปิดกว้างครับ ซึ่งก็หมายถึงต้องมีการปรับพอร์ตและควบคุมพอร์ตการลงทุนใหม่ ประเมินว่าพอร์ตไม่ควรมีหุ้นเกิน 30% และขอแนะนำแบบฟันธงว่า กรณีท่านขาดทุนไม่เกิน 5% (กำไรไม่ต้องกล่าวถึงเพราะตัดสินใจง่าย) ควรขายเพื่อให้พอร์ตท่านเหลือหุ้นเท่าที่นำเสนอครับ







