posttoday
น้ำตาลขอนแก่นลุ้นกำไร2,000ล้าน

น้ำตาลขอนแก่นลุ้นกำไร2,000ล้าน

03 ตุลาคม 2557

น้ำตาลขอนแก่น ลุ้นกำไรงวดปี 2558 แตะ 2,000 ล้าน รับน้ำตาลตลาดโลกขาขึ้น

น้ำตาลขอนแก่น ลุ้นกำไรงวดปี 2558 แตะ 2,000 ล้าน รับน้ำตาลตลาดโลกขาขึ้น

นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการงวดบัญชีปี 2558 (สิ้นเดือน ต.ค. 2558) กำไรของบริษัทมีโอกาสที่จะขึ้นไปถึงระดับประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากในช่วง 23 ปีที่ผ่านราคาอยู่ในช่วงขาลงจากกำลังการผลิตน้ำตาลโลกที่มีอุปทานส่วนเกิน

สำหรับสาเหตุที่มั่นใจเรื่องราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2558 เนื่องจากประเทศบราซิลประกาศนโยบายให้ใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 27-28% จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 25% เป็นส่วนผสมเพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ ส่งผลให้ความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและมีการแย่งวัตถุดิบอ้อย และมีปัญหาภัยแล้งของโลกที่จะมีผลให้พื้นที่เพาะปลูกอ้อยโลกมีจำนวนลดลง

ด้านกลยุทธ์งวดบัญชีปี 2558 ของ KSL จะใช้วิธีการชะลอทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าให้ช้าลงจากปกติ ซึ่งจะทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าหมดภายในช่วง 6 เดือนแรกของปี เพื่อรอให้ราคาน้ำตาลโลกปรับตัวเพิ่ม ทำให้ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยในงวดบัญชีปี 2558 น่าจะเพิ่มขึ้นจากงวดปี 2557 ที่ขายได้ที่ 18.50 เซนต์/ปอนด์ ประกอบงวดบัญชีปี 2558 จะเพิ่มกำลังการผลิตหีบอ้อยเป็นประมาณ 9 ล้านตัน ซึ่งจะผลิตน้ำตาลเพื่อจำหน่ายเพิ่มเป็น 9 แสนตัน เพิ่มจากงวดปี 2557 ที่มีกำลังการผลิตหีบอ้อยเป็นประมาณ 8.4 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลเพื่อจำหน่ายเพิ่มเป็นราว 8.8-8.9 แสนตัน

อย่างไรก็ดี กำไรในงวดบัญชีปี 2557 (สิ้นเดือน ต.ค.นี้) น่าจะออกมามากกว่างวดปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 1,660 ล้านบาท หลังจากผลประกอบการ 9 เดือนมีกำไรที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท ขณะที่น้ำตาลที่ผลิตในปีนี้ได้ทำสัญญาขายล่วงหน้าไปประมาณ 90% ของยอดผลผลิตประมาณ 8.8-8.9 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากงวดปีก่อนที่ผลิตและขายที่ 7 แสนตัน

“กำไรงวดบัญชีปี 2557 (สิ้นเดือน ต.ค.นี้) มั่นใจว่าต้องมากกว่าปีก่อนแต่คงไม่ถึง 2,000 ล้านบาท เพราะขายล็อกราคาล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้ว แม้ราคาขายปีนี้ราคาจะอ่อนลงจากปีก่อนขายได้ที่เฉลี่ย 21.5 เซนต์/ปอนด์ แต่ผลิตได้มากขึ้นขณะที่ธุรกิจขายไฟฟ้าที่มีสัดส่วนของกำไรประมาณ 50% ตอนนี้มีขนาด 50 เมกะวัตต์ ยังไปได้” นายชลัช กล่าว

นอกจากนี้ ในช่วง 12 ปีจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ รวมถึงการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ หลังจากในช่วง 35 ปีที่ผ่านมามีการเร่งลงทุนมูลค่าสูงประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ขยับขึ้นมาที่ 1.5-1.6 เท่า จากนโยบายบริษัทที่วางไว้ไม่เกิน 2 เท่า จึงจะทยอยชำระคืนหนี้เพื่อลดดีอีลงให้ต่ำกว่า 1 เท่า เพื่อเตรียมความพร้อมรับโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในอนาคต รวมถึงเป็นช่วงรอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุน

นายชลัช กล่าวต่อว่า การลงทุนที่ผ่านมาสามารถรองรับการเติบโตของรายได้ในช่วง 12 ปี ในส่วนธุรกิจอ้อยประมาณราว 10% ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าแม้กำลังผลิตจะเท่าเดิม แต่รายได้ยังสามารถเติบโตตามอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) และอัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น ขณะที่ธุรกิจเอทานอลปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตที่ประมาณ 3.5 แสนลิตร/วัน ยังมีทิศทางขยายตัวดี

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี