
ตลาดโลกปรับฐาน แนะนำสะสมหุ้น
จากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ในเดือนล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือน ม.ค. ในขณะที่ยุโรปด้านภาคการผลิตชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับจากจุดสูงสุดในเดือน เม.ย. โดยแรงฉุดที่สำคัญยังมาจากฝรั่งเศสและอิตาลี ส่วนเยอรมนีและสเปนแม้ยังขยายตัวได้ในอัตราที่น่าพอใจ แต่ก็ยังชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า
จากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ในเดือนล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือน ม.ค. ในขณะที่ยุโรปด้านภาคการผลิตชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับจากจุดสูงสุดในเดือน เม.ย. โดยแรงฉุดที่สำคัญยังมาจากฝรั่งเศสและอิตาลี ส่วนเยอรมนีและสเปนแม้ยังขยายตัวได้ในอัตราที่น่าพอใจ แต่ก็ยังชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า
ความแตกต่างของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณแนวโน้มนโยบายที่เข้มงวดขึ้น โดยการลดวงเงิน QE อย่างต่อเนื่อง และจะยุติลงในเดือน ต.ค.นี้ ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมในเดือน ก.ย. โดยการลดดอกเบี้ยและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อหนุนหลัง (ABS) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อในยุโรปที่ชะลอตัวลง ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็ยังใช้มาตรการ QQE ในการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง
ความแตกต่างของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินดังกล่าว ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Dollar Index แข็งค่าขึ้นราว 8% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา และทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ในขณะที่ค่าเงินยูโรและเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ด้านสกุลเงินเอเชียเริ่มมีทิศทางอ่อนค่าลงในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย. หลังจากที่แข็งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน เม.ย.
จากมุมมองด้านกลยุทธ์ เราเชื่อว่าในระยะสั้นตลาดยังมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลง เนื่องจากข่าวดีที่จะมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาด เช่น การประกาศลดดอกเบี้ยและเข้าซื้อสินทรัพย์ของ ECB นั้นได้ถูกประกาศออกมาแล้ว และถือเป็นการประกาศนโยบายที่เหนือกว่าความคาดหวังของตลาดอีกด้วย ในขณะที่ปัจจัยลบ เช่น การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของ Fed จะเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่เหลือของปี
เราเชื่อว่า Fed จะมีการส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และเริ่มพูดถึงกรอบเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น โดยการส่งสัญญาณดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ ซึ่งจะสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน และสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงที่เหลือของปีนี้
ในระยะยาว เรายังเชื่อว่าตลาดหุ้นยังจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เนื่องจากวัฏจักรการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะยังคงสนับสนุนการเติบโตของกำไรต่อไป ดังนั้นเราจึงแนะนำให้ใช้โอกาสที่หุ้นปรับฐานในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ซึ่งเราเชื่อว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจาก 1) แนวโน้มการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการส่งออกไปยังสหรัฐในสัดส่วนที่สูง 2) Product Cycle ของอุปกรณ์สื่อสาร และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Smartphone/Tablet/Wearables เช่น iPhone 6/6s, Apple Watch, Andriod Wear ที่มีห่วงโซ่อุปทานหลักอยู่ในประเทศเอเชียเหนือ 3) แนวโน้มการลงทุน (Capex Cycle) ในสหรัฐ ซึ่งจะเร่งตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากการใช้กำลังการผลิตของสหรัฐ (Capacity Utilization) ซึ่งทรงตัวในระดับใกล้ 80% มาโดยตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะนำไปสู่การลงทุนขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะเพิ่มความต้องการสินค้าทุน และเครื่องจักร ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมนี







