
สาซาด้าลุยค้าออนไลน์ไทยต่อผนึกพาร์ตเนอร์-ปั้นแบรนด์
การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมืองไทย แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนเพียง 1% ของจำนวนประชากร
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมืองไทย แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนเพียง 1% ของจำนวนประชากร แต่อนาคตนับว่าสดใสยิ่งนัก เพราะมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก จากการใช้งานสมาร์ทโฟนและโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย
ลาซาด้า หนึ่งในเว็บไซต์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ก็มองเห็นโอกาสดังกล่าวเช่นกัน โดยมีร้านค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเข้ามาอยู่ในระบบของลาซาด้ามากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 1,500 ราย จำนวนสินค้ากว่า 1.2 แสนชิ้น
“ความสามารถในการทำตลาดออนไลน์ของคนกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของเงินทุน ความรู้ความเข้าใจเรื่องระบบออนไลน์ การประชาสัมพันธ์ การจัดส่งสินค้า การจ่ายเงิน ซึ่งนอกจากเงินทุนแล้วยังมีแรงงานคนที่เอสเอ็มอีรายเล็กต้องลงทุน จึงถือเป็นโอกาสของลาซาด้า” ริคคาร์โด บาซิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าว
ปัจจุบัน แม้ว่าอัตราการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยยังไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกได้อย่างชัดเจน แต่อ้างอิงได้จากตลาดจีนที่มีตัวเลขใกล้เคียงกัน คือ อัตราการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนจีนทั้งประเทศอยู่ที่ 49% และจำนวนสมาร์ทโฟนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 50% ซึ่งการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของจีนเมื่อ 6 ปีก่อนมีเพียง 1% จากจำนวนประชากรที่ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้งหมด ปัจจุบันการเติบโตอยู่ที่ 8%
ทั้งนี้ หากเทียบกับตลาดไทยในปัจจุบันที่เริ่มมีการซื้อออนไลน์อยู่ที่ 1% แล้ว แต่ยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเติบโตได้เพิ่มขึ้นเหมือนจีนในระยะเวลา 6 ปี หรือรวดเร็วกว่านั้น เพราะจำนวนของประชากรออนไลน์และความเชื่อมั่นยังมีขีดจำกัด แต่เชื่อว่าเติบโตแน่นอน
ปัจจุบัน ลาซาด้ามีพนักงานกว่า 300 คน และมีช่องทางการจัดส่งสินค้าทั้ง 4 รายใหญ่ เพื่อตอบสนองการเติบโตของอีคอมเมิร์ซรายย่อยที่ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการจ่ายเงิน การจัดส่ง และการโปรโมทสินค้า
นอกจากนี้ ลาซาด้ายังมีพาร์ตเนอร์รายใหญ่ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นตลาด เช่น เทสโก้ โลตัส เครื่องใช้ไฟฟ้าฟิลิปส์ และเครื่องสำอางเมย์เบลลีน รวมทั้งมีแผนจะออกแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าที่ชื่อ LZD เอง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความต้องการสินค้าของตลาด กทม.กลับน้อยกว่าตลาดต่างจังหวัด โดยจากเดิมลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์และอยู่ในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 70% ต่างจังหวัด 30% แต่ปัจจุบันตัวเลขการซื้อสินค้ามาจากสมาร์ทโฟนและการเติบโตมาจากตลาดต่างจังหวัดกลับอยู่ที่ 6070% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะใน กทม.มีตัวเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้นและหาซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้าหายากได้สะดวกกว่า ขณะที่การโฆษณาทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในแบรนด์ลาซาด้าให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น
สำหรับสินค้ายอดนิยมในการช็อปออนไลน์ของลาซาด้า กลับไม่ใช่สินค้าแฟชั่นหรือสินค้าไอทีที่เคยสร้างยอดขายอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่เป็นสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องสำอาง แสดงให้เห็นว่า ลูกค้าเริ่มเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าขนาดใหญ่ผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าที่จะไปเลือกดูสินค้าเอง และยังไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดส่ง เพราะทางลาซาด้ารับจัดส่งและชำระเงินเมื่อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน ลาซาด้ายังได้เพิ่มช่องทางเชื่อมโยงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยไลน์ และประสบความสำเร็จอย่างมาก เห็นได้จากหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพียง 24 ชั่วโมง มีสมาชิกในไลน์แล้วถึง 2.7 ล้านคน และปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 4.5 ล้านคน โดยลาซาด้าจะใช้ไลน์แอ็กเคาต์เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทั้งการส่งข่าวสารและโปรโมชั่นไปถึงลูกค้าที่เป็นสมาชิกไลน์แอ็กเคาต์
“การมีไลน์แอ็กเคาต์ช่วยเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ทั้งการค้นหาคำว่า ‘Lazada’ ผ่านเว็บไซต์กูเกิล การเข้าสู่เว็บไซต์แบบ Direct Traffic และยอดแอพพลิเคชั่นของลาซาด้าเพิ่มมากขึ้น 40% ไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยส่งเสริมลาซาด้าได้เป็นอย่างดี” บาซิล กล่าว
นี่คือความมั่นใจของลาซาด้าที่มีต่อตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย และพร้อมขยายธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและ 4จี ในประเทศไทย รวมถึงนโยบายที่ภาครัฐส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย







