
ชงตั้งซูเปอร์บอร์ดแบงก์รัฐคุมทำงานตามพันธกิจ แก้ปัญหาแบงก์ล้ม
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ความเสียหายของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่เกิดต่อเนื่องสะสม จนทำให้ธนาคารอย่างน้อย 2 แห่ง คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) มีฐานะอ่อนแอเพราะมีหนี้เสียมาก ซึ่งเกิดจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมือง
หากเป็นธนาคารพาณิชย์ของเอกชน การมีหนี้เสียสูงและเงินกองทุนติดลบ อาจจะถูกสั่งปิดกิจการไปแล้ว แต่แบงก์รัฐได้สิทธิพิเศษ หากส่วนหนึ่งของหนี้เสียเกิดจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนรัฐบาลก็จะพิจารณาชดเชยให้
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเสียหายของแบงก์รัฐนั้น ส่วนใหญ่มาจากการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองด้วยการส่งคนเข้ามาเป็นคณะกรรมการและกรรมการผู้จัดการ อนุมัติสินเชื่อหรือช่วยเหลือพวกพ้อง ซึ่งมักจะนำธนาคารไปทำธุรกิจที่ไม่ตรงกับพันธกิจเดิมที่ได้รับมาจากกระทรวงการคลัง อีกทั้งมีการแข่งขันกันเองในการปล่อยกู้ อาทิ ธนาคารออมสิน กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ปล่อยสินเชื่อเคหะแข่งกัน เป็นต้น
ฉะนั้น ธนาคารตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ควรจะทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งจะต้องปรับบทบาทของแบงก์รัฐแต่ละแห่งให้มีความชัดเจนสอดคล้องกับพันธกิจหลักและให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งจะต้องไม่ดำเนินธุรกิจแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ ทั้งการรับฝากเงินและการปล่อยสินเชื่อ โดยจะเข้าไปดำเนินธุรกิจในกลุ่มที่ยังเป็นช่องว่างหรือต้องการเติมเต็มเท่านั้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วิธีการอาจจะมีการตั้งซูเปอร์บอร์ดของแบงก์รัฐขึ้นมาในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อที่จะกำกับดูแลคณะกรรมการแบงก์รัฐอีกที ว่าดำเนินการตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมายหรือไม่
สำหรับการกำกับตรวจสอบแบงก์รัฐทุกแห่ง ทาง สศค.ไม่ควรจะไปดึงอำนาจมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรจะให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดในกฎเกณฑ์เดียวกับธนาคารพาณิชย์ หากพบว่ามีการทุจริตของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้ ธปท.ดำเนินการเอาผิดได้ทันที
ธปท.สามารถขึ้นบัญชีดำผู้บริหารไม่ให้เข้ามาบริหารแบงก์ต่อไป รวมถึงการกำกับการบริหารงานที่ไม่ทุจริตแต่มีการดำเนินการนอกกรอบ เช่น การใช้เงินของแบงก์รัฐถึง 78 แสนล้านบาทไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าว
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ธปท.เข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานแบงก์รัฐ พบว่ามีการดำเนินงานนอกกรอบ และมีการทุจริตทุกแบงก์ แต่ได้ส่งเรื่องตรวจสอบให้คลังดำเนินการ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า เพราะ รมว.คลังมีส่วนรู้เห็นและมีผลประโยชน์จากการดำเนินการไม่ถูกต้องของแบงก์รัฐ แต่ครั้งนี้จะให้ ธปท.ดำเนินการกำกับเอาผิดทันที โดยไม่ต้องกลัวนักการเมือง เพราะ ธปท.เป็นองค์กรอิสระ ฝ่ายการเมืองไม่สามารถปลดผู้ว่า ธปท.โดยไม่มีเหตุผลได้
แหล่งข่าวระบุว่า หากไม่มีการปฏิรูปการทำงานของแบงก์รัฐ ปล่อยให้อยู่อย่างนี้ต่อไป ในที่สุดแล้วปัญหาของแบงก์รัฐจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากธนาคารพาณิชย์ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว







