
ผุด2นิคมฯรับทุนใหม่แสนล.
กนอ.จับมือเอกชนบุกหนองคายเชียงของอุตฯเล็งหาพื้นที่กำจัดขยะพิษครบวงจร
กนอ.จับมือเอกชนบุกหนองคายเชียงของอุตฯเล็งหาพื้นที่กำจัดขยะพิษครบวงจร
กนอ.ร่วมมือเอกชนตั้ง 2 นิคมฯ ชายแดน รับลงทุน 1.1 แสนล้านบาท เปิดขายพื้นที่ปี 2559
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) กนอ.มีมติเห็นชอบให้ กนอ.ร่วมกับเอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมหนองคาย พื้นที่ 2,960 ไร่ ซึ่งร่วมดำเนินการกับบริษัท นาคา คลีนเพาเวอร์ และ 2.นิคมอุตสาหกรรมเชียงของ จ.เชียงราย พื้นที่ 460 ไร่ ซึ่งร่วมดำเนินงานกับบริษัท เมืองเงิน ดีเวลลอปเม้นท์ โดยคาดว่านิคมฯ ทั้งสองแห่งจะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี และเริ่มเปิดขายพื้นที่ได้ประมาณปี 2559 โดยจะดึงดูดเงินลงทุนได้ 1.1 แสนล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงาน 2.5 หมื่นคน
สำหรับนิคมฯ หนองคาย ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางคมนาคมคือ ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินอุดรธานี 34 กิโลเมตร ห่างจากสถานีรถไฟนาทา 13 กิโลเมตร และมีระบบถนนที่เชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่นซึ่งนิคมฯ แห่งนี้มีเป้าหมายรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลการเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ขณะที่นิคมฯ เชียงของ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระบบคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สนามบินบ่อแก้ว ประเทศลาว และสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชียงของ โดยตั้งเป้าหมายให้นิคมฯ แห่งนี้เป็นนิคมอุตสาหกรรมบริการโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 ล้านตัน/ปี และมีปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในบ่อขยะชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม จึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้งนิคมฯ กำจัดขยะอุตสาหกรรม เพื่อรวบรวมธุรกิจการกำจัดขยะอุตสาหกรรมทั่วไป ขยะมีพิษ และของเสียต่างๆ จากภาคอุตสาหกรรมมาไว้ที่เดียวกันเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการและมีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง มีสาธารณูปโภคในการบำบัดขยะทุกประเภทได้อย่างครบวงจร
“พื้นที่เป้าหมายที่จะตั้งนิคมฯ กำจัดขยะอุตสาหกรรมในเบื้องต้นมองว่าควรจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 1 แห่ง และในพื้นที่ภาคกลาง 1 แห่ง เพื่อความสะดวกในการขนส่งและการควบคุมดูแล โดยได้มอบให้ กนอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไปร่วมกันศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการ







