
หาคู่ค้าที่งานแฟร์
แม้ลาวจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ ไม่ได้มีมูลค่าการค้าในหลายอุตสาหกรรมสูงเหมือนหลายประเทศในอาเซียน แต่หากกล่าวถึงสินค้าคุณภาพซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ “ภูมิปัญญา” และ “งานฝีมือ” เช่น ผ้าไหม ลาวก็ถือเป็นชาติหนึ่งที่มีศักยภาพด้านดังกล่าวมาก และมี ผู้ประกอบการบางรายที่ดำเนินธุรกิจส่งออกมานานแล้ว
แม้ลาวจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ ไม่ได้มีมูลค่าการค้าในหลายอุตสาหกรรมสูงเหมือนหลายประเทศในอาเซียน แต่หากกล่าวถึงสินค้าคุณภาพซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ “ภูมิปัญญา” และ “งานฝีมือ” เช่น ผ้าไหม ลาวก็ถือเป็นชาติหนึ่งที่มีศักยภาพด้านดังกล่าวมาก และมี ผู้ประกอบการบางรายที่ดำเนินธุรกิจส่งออกมานานแล้ว
วิภาลัก สอนสิน ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท บัววัน ผ้าไหมลาว เล่าว่า นับจากคุณรุ่นคุณยาย คุณแม่ มาจนถึงคุณพี่ ครอบครัวของเธอก็ดำเนินธุรกิจส่งออกผ้าไหมกันมาตลอด หากนับตั้งแต่ช่วงที่เริ่มค้าขายกับไทย ก็เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมานี้เธอส่งออกสินค้ามายังไทยน้อยลง หันมาส่งออกผลิตภัณฑ์ผ้าไหมโดยเฉพาะผ้าพันคอไปยังเยอรมนี ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นมากขึ้น เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีความต้องการซื้อสินค้าค่อนข้างสูง แต่เมื่อมีกระแสประชาคมอาเซียนเข้ามา ส่งผลให้เธออยากกลับมาขยายตลาดกับไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคมากขึ้นอีกครั้ง
“รัฐบาลลาวเองพยายามส่งเสริมผู้ประกอบการไปออกงาน นิทรรศการแสดงสินค้าในประเทศต่างๆ บริษัทของเราจึงอาศัยโอกาสนี้ไปออกงานแฟร์ที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เวียดนาม และจีน มาแล้ว ล่าสุดได้มาออกงานแสดงสินค้าที่ไทยอีกครั้ง”
สาเหตุที่เธอชอบไปออกตามงานแสดงสินค้า เพราะต้องการไปศึกษาตลาดและความต้องการของแต่ละประเทศก่อน รวมถึงเข้าไปดูสินค้าผ้าพื้นเมืองในพื้นที่จริงของเพื่อนบ้านด้วย ที่สำคัญมีโอกาสทำให้เธอได้ “คู่ค้า” ด้วย
เธอพบว่าตลาดอินโดนีเซียเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีศักยภาพสำหรับเธอ เนื่องจากชาวอินโดนีเซียนิยมนุ่งผ้าคล้ายผ้าถุงเหมือนชาวลาว ลักษณะเนื้อผ้าและประเพณีก็คล้ายๆ กัน
ตรงกันข้ามกับบรูไนที่เข้าไปดูตลาดแล้วพบทันทีว่ามีโอกาสไม่มาก เนื่องจากชาวบรูไนนับถือศาสนาอิสลามและเคร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ผู้หญิงแต่งกายมิดชิด คลุมฮิญาบ ความต้องการจึงเป็นอีกแบบที่บริษัทของเธอไม่ถนัด
สำหรับบริษัทของเธอตั้งอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ แต่โรงงานของเธอ อยู่ที่หมู่บ้านท่าลาด เมืองสามัคคีไทร ซึ่งห่างจากกรุงเวียงจันทน์ออกไป 100-200 กิโลเมตร โดยจ้างชาวบ้านที่ว่างจากงานประจำ 23 วัน/สัปดาห์ มาช่วยเธอผลิตประมาณเดือนละ 100 ชิ้น
ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เคยส่งออกผ้าไหมของลาวหันไปทำธุรกิจอื่นมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น หาชาวลาวที่มีฝีมือยาก เพราะคนลาวที่สนใจทำงานฝีมือมีน้อยลง แต่สำหรับเธอและครอบครัวยืนยันจะทำธุรกิจนี้ต่อไป โดยสรรหาบุคคลที่มีความรู้สืบทอดจากรุ่นพ่อรุ่นแม่มาอยู่แล้วเข้ามาช่วยเธอผลิตเพิ่มขึ้น
“หากจะให้สินค้าเรามีคุณภาพ ขยายกำลังการผลิต ต้องเป็นคนที่มีฝีมืออยู่แล้วเท่านั้น ถ้ามาสอนใหม่ ฝึกใหม่ ทำอย่างไรก็ไม่สามารถพัฒนาลายออกมาให้สวยได้เหมือนคนดั้งเดิม”
หลังจากนี้เธอต้องการจะไปออกงานนิทรรศการที่สิงคโปร์มากที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่ยังไม่เคยไป ไม่มีคู่ค้าโดยตรง ประกอบกับเป็นประเทศที่น่าจะมีกำลังซื้อสูง จึงอยากจะเข้าไปศึกษาตลาดดูอย่างเต็มที่สักครั้ง และจะตระเวนออกงานนิทรรศการในประเทศอื่นๆ เพื่อผูกสัมพันธ์ต่อไป







