
นักวิชาการหนุนขึ้นแวต-ภาษีที่ดิน
นักวิชาการธรรมศาสตร์หนุนการจัดเก็บภาษีที่ดิน และปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มรายได้เข้ารัฐลดความเสี่ยงภาคการคลัง
นักวิชาการธรรมศาสตร์หนุนการจัดเก็บภาษีที่ดิน และปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มรายได้เข้ารัฐลดความเสี่ยงภาคการคลัง
นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการเสวนาเรื่อง”นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ : อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” ในส่วนของนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐและภาษี ว่า หากดูจากลำดับความสำคัญแล้วจะเห็นว่าเรื่องเร่งด่วนที่ควรเร่งผลักดันคือ การจัดโครงสร้างภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง เพราะยืดเยื้อมากว่า 25 ปีแล้ว ผมว่าภาษีที่ดินถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทรัพยากรที่ดินให้เป็นระบบ ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นการวางฐานการหารายได้จากเข้ารัฐ ทำให้มีเงินมาพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันก็จะได้เพิ่มศักยภาพการจัดเก็บภาษี ที่จะมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ให้อปท.พัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขึ้น จากปัจจุบันที่ 7% เป็น 10% อย่างไรก็ดีแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะผ่อนผันอัตรา 7% ไปจนถึงปีหน้า แต่หากภาวะเศรษฐกิจปรับดีขึ้นก็ควรปรับขึ้น โดยการปรับขึ้นหากกลัวว่าจะกระทบกับประชาชนผู้บริโภคมากเกินไปก็สามารถดูภาระภาษีประเภทอื่นๆเพื่อลดภาระของประชาชนประกอบด้วยก็ได้ โดยอาจจะพิจารณาขยายการลดหย่อนตางๆเพิ่มเติมเป็นการทำควบคู่กับการปรับ VAT เพราะไม่ควรมองแยกกัน เช่น ลดหย่อนค่าใช้จ่ายภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ให้ 40% หรือ 60,000 บาทมานานแล้ว เป็นการแบ่งเบาภาระประชาชนอีกทางก็ได้
“ผมสนับสนุนการขึ้นภาษีที่ดินและภาษี VAT โดยเฉพาะ VAT ที่ยังไงก็ต้องขึ้นนั้น เพราะสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจาก VAT และรายได้ไภาษีนิติบุคคลที่สูงใกล้เคียงกัน รองลงมาเป็นภาษีรายได้จากบุคคลธรรมดา และรายได้สรรพสามิต ตามลำดับ ถ้าขึ้นรัฐจะมีรายได้เพิ่ม และสามารถปรับโครงสร้างการหารายได้เข้ารัฐได้ ทุกวันนี้ภาคการคลังค่อนข้างสุ่มเสี่ยง รายได้ผันผวนมาก ทำให้ต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายซึ่งเป็นภาระประชาชนอีกทาง เพราะกู้มาแล้วต้องเอาภาษีจากประชาชนไปคืนอยู่ดี ซึ่งทำให้เสียโอกาส แทนที่จะเอาเงินไปพัฒนาประเทศกลับต้องแบ่งไปใช้หนี้”นายสกนธ์กล่าว
ด้านนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลควรทำในด้านนโยบายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ว่า ต้องปรับขึ้นราคาพลังงานทุกประเภทให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก เลิกอุดหนุนราคาด้านพลังงาน แต่การทำอาจจะใช้วิธีค่อยทำหรือค่อยๆขยับก็ได้ เพราะถ้าให้นำเข้าพลังงานต่อไปเรื่อยๆก็จะเป็นปัญหาเพราะราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ บวกกับแก๊สธรรมชาติที่ไทยขุดได้เองในอ่าวไทยก็อาจจะหมดใน 7-8 ปีนี้ด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ราคาไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นด้วย เพราะการปั่นไฟฟ้าต้องอาศัยแก๊สด้วย ฉะนั้น ถ้านำเข้าแพงราคาอื่นๆจะแพงตามไปด้วย







