
กังวลหนี้ฉุดปันผล จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้น JAS วันที่ 26 ก.ย. 2557 โดยมีกำหนดปลดเครื่องหมายวันที่ 29 ก.ย. 2557 และขึ้นเครื่องหมาย NP ตั้งข้อสังเกตวันที่ 29 ก.ย. 2557 ที่จะถึงนี้
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้น JAS วันที่ 26 ก.ย. 2557 โดยมีกำหนดปลดเครื่องหมายวันที่ 29 ก.ย. 2557 และขึ้นเครื่องหมาย NP ตั้งข้อสังเกตวันที่ 29 ก.ย. 2557 ที่จะถึงนี้
ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งให้บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) แก้ไขงบการเงินงวดปี 2556 และงวดไตรมาส 2 ปี 2557 โดยให้บันทึกภาระหนี้จากคำพิพากษาศาลฎีกายกเลิกคำสั่งฟื้นฟูกิจการของบริษัท ตามประมาณการที่ดีที่สุดของรายจ่ายที่คาดว่าจะต้องชำระภาระผูกพัน และให้ส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชนภายในวันที่ 27 ต.ค. 2557
สถานการณ์นี้ได้กดดันราคาหุ้น JAS ที่ล่าสุดวันที่ 25 ก.ย. ปิดที่ 7.15 บาท เพราะนักลงทุนกังวลผลกระทบกรณีบริษัทต้องตั้งสำรองหนี้ในงบการเงินที่อาจทำให้บริษัทต้องบันทึกหนี้เพิ่มกว่าพันล้านบาทที่อาจทำให้ไม่ได้รับเงินปันผล
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคเคเทรด มองว่า มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะบันทึกภาระหนี้สินเพิ่มเติม (ไม่รวมดอกเบี้ย) จำนวนไม่เกิน 1,343 ล้านบาท (คิดเป็นผลกระทบ 0.19 บาท/หุ้น) ตามที่ประเมินไว้และไม่มีการประเมินใหม่หลังมีเจ้าหนี้ 4 ราย เรียกร้องให้ชำระหนี้เกินกว่าที่ประเมิน
นอกจากนั้น ยังเสี่ยงต่อกำไรสะสมติดลบและกระทบการจ่ายเงินปันผลปีนี้
บล.เคเคเทรด ประเมินกรณี JAS ตั้งสำรองหนี้ 1,343 ล้านบาท ในงบการเงินจะกระทบกำไรสุทธิปี 2556 (งบรวม) ลดลง 45% จาก 3,003 ล้านบาท เหลือ 1,660 ล้านบาท
ด้านงบดุลจะทำให้กำไรสะสมปี 2556 (งบเดี่ยว) ลดลง 58% จาก 2,319 ล้านบาท เหลือ 976 ล้านบาท และกำไรสะสมงวดเดือน มิ.ย. 2557 จะติดลบราว 300 ล้านบาท ซึ่งกระทบความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าผลประกอบการของ JAS จะมีกำไรราว 1,700-1,800 ล้านบาท (ดีกว่าประมาณการปัจจุบัน 58%) ช่วยให้กำไรสะสมงบเดี่ยวจะกลับมาเป็นบวกราว 1,400-1,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ฐานกำไรสะสมที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้คาดว่าบริษัทจ่ายเงินปันผลได้ไม่เกินหุ้นละ 0.10 บาท (ประมาณการปีนี้คาดเงินปันผลหุ้นละ 0.28 บาท)
กรณีแย่ที่สุด JAS อาจตัดสินใจงดจ่ายเงินปันผลปีนี้
ดังนั้น ความกังวลต่อการจ่ายเงินปันผลปีนี้กดดันราคา แต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยน มองว่าระยะสั้นราคาหุ้น JAS จะถูกกดดันจากประเด็นนี้
ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นรายการทางบัญชีและไม่กระทบเงินสด ส่วนประเด็นการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) มองว่า การที่ ก.ล.ต.สั่งให้บริษัทแก้ไขงบการเงินจะไม่เป็นเหตุให้จัดตั้ง IFF เร็วขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ายังมีอุปสรรคจากคดีบริษัท ทีทีแอนด์ที (TT&T) ฟ้องบริษัท อคิวเมนท์ (ACU) (ถือหุ้น 99.2% ในบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTT BB)) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
อีกทั้ง วันที่ 3 ต.ค.ศาลนัดไต่สวนพยานกรณี TT&T ยื่นขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาคดีที่ฟ้อง TTT BB เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2556 โดยประมาณการยังไม่รวม IFF
บล.ธนชาต มองว่า JAS จะต้องตั้งสํารองสำหรับภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นที่เชื่อมโยงกับคดีในศาลเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากแผนฟื้นฟูกิจการ นั่นหมายความว่าหนี้ที่ได้รับการลดหนี้ของบริษัทในช่วงแผนฟื้นฟูตลอด 10 ปีที่ผ่านมาถูกยกเลิกเป็นข่าวเชิงลบสําหรับ JAS
แต่เป็นเพียงกระบวนการทางบัญชี ซึ่งกําไรของบริษัท ปี 2556 และครึ่งแรกปี 2557 จะต้องถูกปรับลง
บล.ธนชาต มองว่า ไม่ใช่ข่าวใหญ่ เพราะตลาดรู้โอกาสที่จะเกิดภาระผูกพันจากกรณีศาลตั้งแต่ปีที่แล้ว
ทั้งนี้ คาดการณ์กําไรปี 2557 จะถูกปรับลง แต่ราคาเป้าหมายรวมปัจจัยดังกล่าวแล้ว แม้ JAS คาดว่าจะมีหนี้ผูกพันเพียง 1,300 ล้านบาท แต่ได้ระมัดระวังรวมปัจจัยดังกล่าวในประมาณการที่ภาระผูกพันมูลหนี้สูงสุด 7,700 ล้านบาท อ้างอิงจากการลดมูลหนี้สูงสุดบวกค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหรือที่ราคาหุ้น JAS 1.1 บาท/หุ้น ซึ่งได้หักออกจากราคาเป้าหมายแล้ว
สําหรับผลกระทบต่อกําไร คาดว่าการตั้งสํารองส่วนใหญ่จะอยู่ในงบปี 2556 เพราะคดีศาลออกมาในปีที่แล้ว ในขณะที่งบครึ่งแรกปี 2557 จะเห็นผลกระทบน้อยมาก
ดังนั้น บล.ธนชาต จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประมาณการปี 2557 เพียงเล็กน้อย และไม่มีผลกระทบต่อคาดการณ์ในปีถัดไป
แม้ว่าคาดการณ์ที่จะเห็นการเติบโตของธุรกิจปัจจุบันของ JAS แต่ด้วยความเสี่ยงจากกรณีคดี TTT BB และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น จึงยังคงแนะนํา “ถือ” JAS ที่ราคาเป้าหมาย 6.8 บาท/หุ้น
พิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JAS ชี้แจงรายละเอียดข้อพิพาทและการร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา ในคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี คดีหมายเลขดำที่ พ.2210/2556 TT&T โจทก์ กับ TTT BB จำเลย ต่อ ตลท.ว่าคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี มีจำนวนหนี้ TT&T เรียกร้องให้ TTT BB ชำระเป็นเงิน 228 ล้านบาท และในคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ TT&T ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ TTT BB ทำการจำหน่าย จ่ายโอน หรือก่อให้เกิดภาระผูกพันในทรัพย์สินของ TTT BB อันได้แก่ โครงข่ายต่างๆ โดยอ้างว่าจะเป็นเหตุให้ตนไม่สามารถบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้
ทั้งนี้ ศาลได้นัดสืบพยานฝ่าย TTT BB ในวันที่ 3 ต.ค. 2557 เวลา 13.30 น. ข้อพิพาทในคดีดังกล่าวเป็นข้อพิพาทที่มีมาแต่เดิม โดย TT&T ได้ฟ้องคดี TTT BB หลายคดีตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งคดีส่วนใหญ่ไม่มีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย
ดังจะเห็นได้จากคดีที่ TT&T ยื่นเสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้วงจรเช่า เป็นคดีอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 120/2553 ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ TTT BB ชำระหนี้ค่าใช้บริการวงจรเช่าให้แก่ TT&T เป็นเงินรวม 1,447 ล้านบาท ซึ่ง TTT BB ได้โต้แย้งว่า TT&T เป็นฝ่ายผิดสัญญาและร้องแย้งขอให้ TT&T ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,477 ล้านบาท และคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2557 เป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 71/2557 ว่า TT&T เป็นฝ่ายผิดสัญญาและให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับ โดยให้นำเงินค่าเสียหายและค่าปรับดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับค่าใช้บริการวงจรเช่าที่ค้างชำระอยู่
ทั้งนี้ หลังจากการหักกลบลบหนี้ดังกล่าว ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีหนี้สินต่อกันอีกต่อไป บริษัทจึงมีความเห็นว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในคดีหมายเลขดำที่ พ.2210/2556 ดังกล่าวข้างต้น ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะขอให้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามคำขอ
ตามที่ TT&T ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ACU ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.882/2557 เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้อคิวเมนท์ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงโดยดำเนินการขายหุ้นเพิ่มทุนในคดี TTT BB ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ TT&T ซึ่งในคดีดังกล่าว TT&T ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งห้าม ACU มิให้ดำเนินการจำหน่าย จ่ายโอน จำนำ หรือก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ ในหุ้นที่ ACU ถืออยู่ใน TTT BB และขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ ACU ในฐานะผู้ถือหุ้นขอมีมติใดๆ เกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอน TTT BB หรือก่อให้เกิดภาระผูกพันในทรัพย์สินของ TTT BB ซึ่งศาลได้นัดฟังคำสั่งคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ดังกล่าวในวันที่ 9 ก.ย. 2557 เวลา 13.30 น.นั้น
ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของ TT&T ดังนั้น JAS ACU และ TTT BB จึงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ โดยไม่มีผลกระทบใดๆ จากคดีดังกล่าว บริษัทจะได้พิจารณาดำเนินการทางกฎหมายต่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้ร่วมกันกระทำการให้บริษัทได้รับความเสียหายต่อไป







