
รีดภาษีมรดกส่วนที่เกิน50ล้าน
"ประยุทธ์" แพลมร่างกฎหมายภาษีมรดกเก็บ 10% เฉพาะส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ไม่เก็บย้อนหลัง
"ประยุทธ์" แพลมร่างกฎหมายภาษีมรดกเก็บ 10% เฉพาะส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ไม่เก็บย้อนหลัง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงร่าง พ.ร.บ.จัดเก็บภาษีมรดก โดยที่ประชุม ครม.เห็นพ้องกันว่า กฎหมายภาษีมรดกเป็นเครื่องมือที่จะสร้างความเท่าเทียมและสร้างความเป็นธรรมในสังคม เป็นหลักสากลที่หลายประเทศก็ดำเนินการอยู่ สำหรับประเทศไทยนั้นคงจัดเก็บไม่มากมายนัก แต่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน
นายกฯ กล่าวว่า รายละเอียดเนื้อหาของกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาออกมาเป็นกฎหมายนั้น ขั้นต้นพิจารณากันว่าจะเรียกเก็บภาษีสำหรับมรดกทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมเกินกว่า 50 ล้านบาท โดยให้จัดเก็บเฉพาะส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาท ในอัตราคงที่ 10% อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดข้อยกเว้นต่างๆ มากมาย มีมาตรการสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนน้อย เพราะเรื่องมรดกมีทั้งผู้ให้และผู้รับ จึงมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย อย่าเพิ่งมาวิพากษ์วิจารณ์กันเวลานี้เลย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่มีการสร้างข่าวลือว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีมรดกในอัตรา 40% และมีการเก็บย้อนหลังจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ 5 ปีนั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด ด้านสถาบันอนาคตไทยศึกษา ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษีมรดกว่า จากการสำรวจ 45 ประเทศ มีเพียง 13 ประเทศที่จัดเก็บภาษีมรดก ขณะที่อีก 11 ประเทศที่เคยจัดเก็บได้ยกเลิกไปแล้ว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาสะสมทุน บางประเทศยกเลิกเพราะมีการหลีกเลี่ยงภาษีมาก ไม่คุ้มค่าบริหารจัดการ
นอกจากนี้ การเก็บภาษีมรดก 10% จะทำให้ประเทศไทยติด 1 ใน 5 ของประเทศที่มีอัตราภาษีเริ่มต้นสูงสุด และเป็นอัตราเดียวกับญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย 7-8 เท่า ขณะที่ 9 จาก 13 ประเทศ ที่เก็บภาษีมรดกจะจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจพบว่า การเก็บภาษีมรดกจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการออม เช่น โยกย้ายสินทรัพย์ไปไว้ต่างประเทศ หรือสะสมทรัพย์สินที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีมรดก นอกจากนี้ผู้ได้รับมรดกมีภาระภาษีระหว่างทางมาไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มรดกถือว่าเป็นทุนส่วนหนึ่งของกิจการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา เสนอว่า ไม่ควรจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูงถึง 10% ขณะที่มูลค่ามรดกที่เริ่มจัดเก็บไม่ควรต่ำกว่า 50 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนและเบียดบังทุนของเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ กฎเกณฑ์การบังคับใช้ต้องชัดเจน เช่น ทรัพย์สินที่จดทะเบียนภายใต้ชื่อนิติบุคคลจะนำมารวมในกองมรดกหรือไม่ ถ้าสินทรัพย์ไม่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้โดยง่าย จะสามารถผ่อนชำระได้หรือไม่ และควรให้ผู้รับมรดกสามารถเลือกได้ว่าจะบริจาคให้สาธารณะได้โดยตรง หรือจ่ายเป็นภาษีเข้ารัฐ เพราะการมีทางเลือกเรื่องการบริจาคเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน







