posttoday
รายย่อยสอบตกยกชั้นแผนธุรกิจ-การเงินไม่ชัด

รายย่อยสอบตกยกชั้นแผนธุรกิจ-การเงินไม่ชัด

26 กันยายน 2557

การเสวนา “ถอดรหัส เอสเอ็มอี วาระแห่งชาติ” ในงาน เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2014 จัดโดยบริษัท เพนนินซูลาร์ แอสโซซิเอทส์

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

การเสวนา “ถอดรหัส เอสเอ็มอี วาระแห่งชาติ” ในงาน เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2014 จัดโดยบริษัท เพนนินซูลาร์ แอสโซซิเอทส์ วิทยากรได้ออกมาระบุถึงปัญหาหลักของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย ที่ยังไปไม่ถึงดวงดาวจากหลายปัจจัย ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนจะต้องร่วมแก้ไขในเชิงบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนกองทัพมดให้เติบโตคู่ขนานกับเศรษฐกิจประเทศไปพร้อมกัน

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากสัดส่วนราว 97.5% ของวิสาหกิจทั้งหมด ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ราว 2.7 ล้านราย จำเป็นต้องแยกกลุ่มหรือนิยามประเภทของเอสเอ็มอีให้ชัดเจน อาทิ กลุ่มเริ่มต้นกิจการ กลุ่มดำเนินการมาระยะหนึ่ง เป็นต้น เพื่อให้หน่วยงานเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือได้ตรงจุด

ทั้งนี้ จากการวิจัยศึกษากลุ่มเอสเอ็มอีไทยในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปัญหาหลักและปัญหาใหญ่ของเอสเอ็มอีที่ไปไม่รอด หรือ “สอบตก” ส่วนใหญ่เกิดจากการเขียนแผนธุรกิจไม่ชัดเจน โดยเฉพาะแผนการเงิน ด้านการบัญชีเพื่อแสดงประกอบการพิจารณาขออนุมัติวงเงินเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการ ที่แม้ว่าจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยเหลือด้านค้ำประกันกับเอสเอ็มอีแล้วก็ตาม

“การขออนุมัติเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ของเอสเอ็มอี จะมีสองปัญหาหลักที่พบมากที่สุด คือ ขาดแผนธุรกิจและรายงานแผนการเงินและบัญชี ที่ธนาคารจะตีตกไม่ให้ไปต่อทันที แม้ว่าจะมี บสย.มาช่วยค้ำประกันแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีไทยตกแล้วตกอีก ควรจะมีหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างครบวงจร” เดือนเด่น กล่าว

ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานคณะกรรมการ สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป และประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้วางยุทธศาสตร์ผลักดันให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ แต่ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมาให้ความสำคัญแต่ชื่อ ซึ่งนับจากนี้ไทยจะต้องดำเนินการเชิงรุกอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ส.อ.ท.ได้เสนอให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมผลักดันให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยแข่งขันได้ในระดับสากล เช่นเดียวกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม “ไฮ อินคัม อีโคโนมี” ที่พบว่าเอสเอ็มอีสามารถสร้างอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ถึง 50% ขณะที่ไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 37% ซึ่งแนวทางนับจากนี้ไทยควรจะต้องเร่งขยับการเติบโตทางเศรษฐกิจจากกลุ่มชนชั้นกลาง (มิดเดิล อินคัม อีโคโนมี) ไปสู่ชั้นบน พร้อมบูรณาการแผนขับเคลื่อนเอสเอ็มอีจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า ในปัจจุบันปัญหาของเอสเอ็มอีแต่ละประเภทมีความแตกต่างออกไปไม่เหมือนกัน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะเห็นได้ในทุกระยะของการเติบโตของเอสเอ็มอี เช่น ในกลุ่มเริ่มต้นธุรกิจ (สตาร์ท อัพ) ซึ่งอาจต้องการแนวทางมาสนับสนุนตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ

ขณะที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ (เลเวล อัพ) จะต้องเข้าไปช่วยในด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มผลผลิต หรือมีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน เป็นต้น และในกลุ่มสุดท้ายเอสเอ็มอีที่เติบโตแล้วจะมีความต้องการในด้านการสร้างแบรนด์ อัตลักษณ์แบรนด์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจบริการ เพราะเอสเอ็มอีในระดับนี้จะเริ่มมีความพร้อมเพื่อแข่งขันในตลาดต่างประเทศแล้ว เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ