
ต้องบูรณาการเท่านั้น
ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เข้ามามีส่วนสำคัญในทุกองค์กร ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ รวมทั้งเป็นกรอบแนวคิดสำคัญสำหรับการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งมั่นเข้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของทุกภาคส่วน
ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เข้ามามีส่วนสำคัญในทุกองค์กร ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ รวมทั้งเป็นกรอบแนวคิดสำคัญสำหรับการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งมั่นเข้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของทุกภาคส่วน
การมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าว จึงต้องอาศัยแนวความคิดแบบรอบคอบ สมบูรณ์และครบวงจร (ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Life Cycle Thinking)
ทุกวันนี้ Life Cycle Thinking ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนด้วย (Sustainable Consumption and Production) โดยสอดแทรกเข้าไปทั้งในเรื่องของการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินธุรกิจ
การนำแนวความคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับระดับนโยบายและยุทธศาสตร์จะเรียกเครื่องมือนี้ว่า Strategic Life Cycle Assessment ซึ่งเป็นการนำแนวความคิดการมองแบบครบวงจร มาวางแผนการบริหารจัดการในแต่ละส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าหรือบริการ ครอบคลุมตั้งแต่ การจัดหาหรือจัดเตรียมวัตถุดิบ (raw materials) การผลิตสินค้าหรือบริการ (production) การบรรจุหีบห่อ (packaging) การส่งมอบหรือกระจายสินค้า (distribution) การใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจากภาคการผลิต (Use) และการกำจัดซากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ (end of use)
แนวความคิดในเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) นี้ มักจะเกี่ยวกับแผนการดำเนินการในอนาคต
สำหรับการนำแนวความคิดแบบครบวงจรไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต จะเรียกเครื่องมือนี้ว่า Life Cycle Assessment ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว ใช้สำหรับการประเมินเชิงปริมาณของสารขาเข้า (input) ที่ประกอบด้วยวัตถุดิบชนิดต่างๆ และพลังงานแต่ละชนิด และสารขาออก (input) ที่ประกอบด้วย มลพิษ ของเสีย และพลังงานที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการต่างๆ โดยในปัจจุบันเครื่องมือชนิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการมุ่งสู่การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ เพื่อให้ Life Cycle Thinking มีมุมมองที่ครอบคลุมมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืนครบทุกด้าน แนวความคิดดังกล่าวจึงได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจึงเกิดเครื่องมือใหม่ๆ ที่เรียกว่า Life Cycle Sustainable Assessment ขึ้นมา โดยประกอบด้วย เทคนิคการประเมินความยั่งยืนของกระบวนการผลิตสินค้า หรือการบริการแบบครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่
(1) Life Cycle Assessment สำหรับการประเมินความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม
(2) Life Cycle Costing สำหรับการประเมินต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ และความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับมิติทางเศรษฐศาสตร์ และ
(3) Social Life Cycle Assessment สำหรับการประเมินความยั่งยืนในมิติทางสังคม
ปัจจุบันได้มีนักคิดและนักวิจัยต่างๆ ช่วยกันพัฒนาเครื่องมือสำหรับประเมินความยั่งยืนกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับ Life Cycle Thinking ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตกันอย่างจริงจังในทุกภาคส่วน โดยภาครัฐควรนำแนวคิดแบบครบวงจรดังกล่าวไปเป็นกรอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือใหม่ๆ เช่น Life Cycle Sustainable Assessment ไปใช้เพื่อช่วยเร่งให้เกิดการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนในประเทศไทย
การคิดแบบ Life Cycle Thinking ทำให้เราต้องทำงานแบบบูรณาการกันกับทุกภาคส่วน คือ การให้ทุกภาคส่วนหรือทุกผู้คนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ ครับผม!







