
กฏหมายใบอนุญาติลงทุนเร่งมากสะเทือนสิ่งแวดล้อม
“การกระตุ้นเศรษฐกิจ” เป็นหนึ่งในนโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“การกระตุ้นเศรษฐกิจ” เป็นหนึ่งในนโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ของเอกชนที่ต้องขออนุญาตจากภาครัฐ
เช่นเดียวกับนโยบายป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสกัดมะเร็งร้ายที่กัดกินระบบเศรษฐกิจไปทุกหย่อมหญ้าจนทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอน
นี่จึงเป็นที่มาของยกร่าง “ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ”
ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ไปแล้ว และมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียด
วัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้มีกฎหมายกลางที่จะกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต และจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพื่อรับคำร้อง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน จากปัจจุบันกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตจำนวนมากไม่ได้กำหนดระยะเวลา เอกสารหลักฐานที่จำเป็น และขั้นตอนในการพิจารณาไว้
สำหรับร่างกฎหมายกำหนดนิยามคำว่า “อนุญาต” ว่าหมายถึงการออกใบอนุญาต การอนุมัติ การจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การรับแจ้ง การให้ประทานบัตร และการให้อาชญาบัตร
นอกจากนี้ กำหนดให้รัฐต้องจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คู่มือดังกล่าวมีรายละเอียดที่สำคัญหลาย เช่น หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการยื่นคำขออนุญาต ขั้นตอนและระยะเวลา โดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจะตรวจสอบว่าขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตในแต่ละเรื่องเป็นระยะเวลาที่เหมาสะสมตามวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือไม่
หากเห็นว่าขั้นตอนและระยะเวลาดังกล่าวมีความล่าช้าเกินสมควรก็สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและสั่งการแก้ไขให้เหมาะสมได้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถพิจารณาอนุญาตได้ทันตามที่คู่มือกำหนด จะต้องทำหนังสือแจ้งต่อผู้ยื่นคำขอให้ทราบถึงสาเหตุของความล่าช้าในทุกสัปดาห์จนกว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเพื่อให้ผู้ยื่นปรับตัวให้ทันท่วงที
นับเป็นความพยายามของรัฐในการหามาตรการในการอำนวยความสะดวกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แต่มีข้อสังเกตอีกด้านหนึ่งว่าการใช้อำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จลักษณะนี้ จะมีความรอบคอบและปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นผ่านการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่หรือไม่
อาภา หวังเกียรติ อาจารย์วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ปัญหาของกฎหมายฉบับนี้ คือ การไม่กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดว่าจะอำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายใดกันแน่ระหว่างประชาชนหรือเอกชน เพราะส่วนใหญ่เน้นอำนวยความสะดวกให้กับเอกชนในการประกอบอุตสาหกรรม จึงมีความเป็นห่วงว่าการพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมจะมีการพิจารณาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมรอบคอบหรือไม่
“ในมาตรา 12 เปิดโอกาสให้เอกชนสามารถต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการได้ โดยเพียงแค่ชำระค่าธรรมเนียมเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตามขั้นตอนปกติจะต้องมีการตรวจสอบผลการดำเนินการที่ผ่านมาว่าได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ก่อน”
ดังนั้น หากภาครัฐต้องการเสนอกฎหมายฉบับนี้ควรกำหนดวัตถุประสงค์ของผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายให้ชัดเจนก่อน ไม่ควรกำหนดไว้กว้างๆ แบบนี้
ขณะที่ พรศักดิ์ เจียรณัย สมาชิก สนช. ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.วิสามัญ กล่าวว่า คณะ กมธ.ได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่อาจตามมาจากการเร่งลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ผ่านกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน
แต่ในเบื้องต้นได้ตรวจสอบเนื้อหากฎหมายแล้วพบว่า การก่อสร้างในทุกโครงการที่อาจมีผลต่อสิ่งแวดล้อมยังต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามปกติทุกประการ จะมาอาศัยร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ เพื่อขอเร่งรัดการอนุมัติการก่อสร้างไม่ได้
นอกจากนี้ยังเป็นการสกัดการเรียกเงินใต้โต๊ะของฝ่ายการเมือง เพราะจะกำหนดให้อำนาจในการพิจารณาอนุมัติอยู่ในอุ้งมือของคณะกรรมการที่เป็นส่วนราชการ ฝ่ายการเมืองมีอำนาจแค่ตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนั้นถูกต้อง สุจริต รวดเร็วหรือไม่ แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติ
การปฏิวัติการออกใบอนุญาตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว







