
หอค้าญี่ปุ่นขอเพิ่มโควตาเหล็ก
รับแนวโน้มผลิตรถปีหน้าแตะ2.5ล้านคันจักรมณฑ์ยื่นเงื่อนไขต้องสมน้ำสมเนื้อ
รับแนวโน้มผลิตรถปีหน้าแตะ2.5ล้านคันจักรมณฑ์ยื่นเงื่อนไขต้องสมน้ำสมเนื้อ
หอการค้าญี่ปุ่นอ้อนไทยขอเพิ่มโควตานำเข้าเหล็ก หลังคาดปีหน้ายอดผลิตรถแตะ 2.5 ล้านคัน
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังหารือกับนายฮิซามิจิ โคกะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ และนายมาซายาสุ โฮซูมิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ว่า ทางหอการค้าญี่ปุ่นและเจโทรมาขอให้ไทยเพิ่มโควตานำเข้าเหล็กคุณภาพเพื่อนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 จะมีความต้องการใช้เหล็กคุณภาพเพื่อผลิตรถยนต์สูงถึง 2.5 ล้านคัน จากปัจจุบันที่ไทยให้โควตานำเข้าเหล็กอยู่ที่ 50-60% จากปริมาณนำเข้าจริง 1.2 ล้านตัน
ทั้งนี้ ตามความตกลงทางหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทย (เจเทป้า) ไทยจะต้องลดภาษีนำเข้าเหล็กเพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์ให้กับญี่ปุ่นเหลือ 0% จากเดิมที่ต้องจ่ายภาษีในอัตรา 520% โดยในปี 2556 มีการนำเข้าเหล็กเพื่อผลิตรถยนต์ 1.2 ล้านตัน และคาดว่าในปี 2558 จะมีการนำเข้าเหล็กเพื่อผลิตรถยนต์เพิ่มเป็น 2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25%
นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงกลับไปทางหอการค้าญี่ปุ่น ว่า ไทยไม่ได้รังเกียจที่จะเพิ่มโควตานำเข้าเหล็กหรือลดภาษีให้ญี่ปุ่น เพราะประเทศไทยเองก็ได้ประโยชน์ด้วย เนื่องจากเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตรถยนต์และเหล็กที่นำเข้ามาก็มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องนี้เป็นการตกลงกันตามข้อตกลงเจเทป้าที่มีการตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาห กรรม (เมติ) ของญี่ปุ่นกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางหอการค้าญี่ปุ่นจะต้องไปหารือกับเมติ เพื่อให้ปรับแก้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นใหม่ตามข้อตกลงเจเทป้าให้สมน้ำสมเนื้อกันก่อน
“ตัวเลขการนำเข้าเหล็กเพื่อนำมาผลิตรถยนต์ที่ญี่ปุ่นอ้างมาว่า ปีหน้าจะสูงถึง 2.5 ล้านคันนั้น ถือเป็นข่าวดี เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว เนื่องจากจะมีโครงการรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ระยะ 2 และการใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกด้วย แต่ก็ยังสงสัยว่าตัวเลขที่คาดการณ์นั้นจะทำได้จริงหรือไม่” นายจักรมณฑ์ กล่าว
นายจักรมณฑ์ ระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดที่ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตรวจสอบคุณภาพเหล็กนำเข้าถึงโรงงานผลิตเหล็กในประเทศญี่ปุ่น จากปีละ 1 ครั้ง เป็น 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน เนื่องจากเทคโนโลยีและมาตรฐานเหล็กไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก อีกทั้งคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเหล็กของญี่ปุ่นก็มีมาตรฐานสูงและดีอยู่แล้วจึงไม่น่ากังวลแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ทางหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ ยังได้ขอรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับรายการสารเคมีบางอย่างที่เป็นอันตราย ว่าตัวไหนบ้างที่สามารถนำเข้าได้หรือห้ามนำเข้า ซึ่งได้ชี้แจงไว้แล้วว่าความจริงแล้วมีการแจ้งข้อมูลลงในเว็บไซต์อยู่แล้ว และหากทางหอการค้าญี่ปุ่นอยากทราบข้อมูลก็สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้







