
กองทองเศร้าราคาจ่อ1,200น้ำมันยิ้มฟิลลิปชี้มีโอกาสเด้ง
บล.ฟิลลิป ชี้ทองเจอปัจจัยลบกดดัน จ่อ 1,200 เหรียญ น้ำมันมีแนวโน้มบวก
บล.ฟิลลิป ชี้ทองเจอปัจจัยลบกดดัน จ่อ 1,200 เหรียญ น้ำมันมีแนวโน้มบวก
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้มีแนวรับและแนวต้านอยู่ระหว่าง 1,2001,260 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เนื่องจากมีปัจจัยลบที่กดดันราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง
“ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 โดยมีแรงกดดันจากการคาดการณ์แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟดจะยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ แต่มุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดที่ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะปรับขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาด ถือเป็นปัจจัยลบที่กดดันราคาทอง” นายสานุพงศ์ กล่าว
ขณะที่กองทุน SPDR Gold Trust กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุด ถือครองทองคำลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วเหลือ 776.44 ตัน
สำหรับผลดำเนินงานกองทุนทองคำและกองทุนอีทีเอฟทองคำในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 23 ก.ย. มีทั้งบวกและลบเล็กน้อย ตั้งแต่ 1% ถึงติดลบ 3% โดยกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะมีผลตอบแทนเป็นบวกเล็กน้อย ขณะที่กองทุนที่ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจะติดลบเล็กน้อย
พร้อมกันนี้ นายสานุพงศ์ ยังกล่าวถึงราคาน้ำมันว่า ในระยะสั้นมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยในสัปดาห์นี้ หลังจากลิเบียลดการผลิตน้ำมันลงเล็กน้อยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ รวมทั้งกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มปรับลดการผลิตน้ำมันในปีหน้าลงเช่นกัน โดยจะมีการหารือในประชุมกลุ่มวันที่ 27 พ.ย.นี้
“เราคาดการณ์ว่าราคานํ้ามันมีแนวโน้มทรงตัวจนถึงเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยแนวโน้มราคาน้ำมันสัปดาห์นี้ให้กรอบราคานํ้ามันดิบไนเม็กซ์อยู่ที่ 91-97 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ถ้าหากราคาหลุด 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แนะนำให้ขายตัดขาดทุน ขณะที่กรอบราคาน้ำมันดิบบีอาร์ทีอยู่ที่ 95-99 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล” นายสานุพงศ์ กล่าว
นายสานุพงศ์ ยังแนะนำให้ลงทุนในกองทุนหุ้นจีน โดยในระยะสั้นกองทุนจีนมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากคาดว่ารัฐบาลจีนอาจจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากช่วงที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของจีนที่ออกมาไม่ดีเท่าที่คาด และถือเป็นการส่งสัญญาณชะลอตัวและกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลจีนคาด
“นอกจากนี้ ยังกดดันให้เศรษฐกิจทั้งภูมิภาคดูซบเซาลง ส่งผลให้ธนาคารกลางจีนมีมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อเสริมสภาพคล่องให้มากขึ้นในช่วงนี้ดังนั้นเราแนะนำว่าระยะยาวแล้วจีนยังคงน่าลงทุน แนะนำสะสมเพื่อลงทุนระยะยาวมากกว่า3 ปี” นายสานุพงศ์ กล่าว







