posttoday
BBL-KTB เด่น

BBL-KTB เด่น

24 กันยายน 2557

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) วิเคราะห์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง รายงานแบบแสดงสินทรัพย์และหนี้สินเดือน ส.ค. พบว่าสินเชื่อกลับมาเติบโตอีกครั้ง 0.5% เทียบกับเดือน ก.ค. หลังจากเดือนก่อนสินเชื่อหดตัวลง ทำให้สินเชื่อเติบโตจากสิ้นปี 2556 ประมาณ 1.7%

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) วิเคราะห์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง รายงานแบบแสดงสินทรัพย์และหนี้สินเดือน ส.ค. พบว่าสินเชื่อกลับมาเติบโตอีกครั้ง 0.5% เทียบกับเดือน ก.ค. หลังจากเดือนก่อนสินเชื่อหดตัวลง ทำให้สินเชื่อเติบโตจากสิ้นปี 2556 ประมาณ 1.7%

ทางด้านเงินฝากก็เติบโตในทิศทางเดียวกันกับสินเชื่อ โดยเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือน ก.ค. และทำให้เงินฝากเติบโต 0.5% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556

ธนาคารส่วนใหญ่มีสินเชื่อเติบโตขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่ โดยธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่เป็นธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อรายใหญ่ เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตมากที่สุดในเดือน ส.ค. โดยเพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือน ก.ค. และทำให้เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556 สินเชื่อกลับมาขยายตัว 1.4% ด้วยเช่นกัน จากเดือนก่อนที่ BBL ยังมีสินเชื่อหดตัวอยู่

นอกจากนี้ ธนาคารอื่นในเดือน ส.ค. ยังมีสินเชื่อเติบโตทั้งหมด ยกเว้นธนาคารที่มีสินเชื่อหลักเป็นสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากการชำระคืนสินเชื่อมากกว่าปล่อยใหม่ ทำให้ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ที่มีสินเชื่อหลักเป็นสินเชื่อเช่าซื้อที่มีสินเชื่อหดตัวลง โดย KKP เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อหดตัวมากที่สุด โดยลดลงถึง 1.6% จากเดือน ก.ค. ส่งผลให้สินเชื่อหดตัวจากสิ้นปี 2556 0.8% แต่ TISCO ที่มีสินเชื่อหดตัว 1.2% จากเดือนก่อน ยังคงเป็นธนาคารที่มีสินเชื่อหดตัวจากสิ้นปี 2556 มากที่สุด โดยลดลง 5.7%

นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป คาดว่าตั้งแต่เดือน ก.ย. การเติบโตของสินเชื่อของกลุ่มธนาคารน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเดือน ส.ค. คือเติบโตจากสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลัก และคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อเดือน ส.ค. และ ก.ย. กับการตั้งสำรองที่น่าจะลดลงจากภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL น่าจะปรับตัวดีขึ้น จะทำให้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารงวดไตรมาส 3 เติบโตได้เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 และช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธนาคารอาจจะมีการตั้งสำรองลดลง โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ที่คาดว่าจะมีเพียงการตั้งสำรองปกติที่ 2,100 ล้านบาท หลังจากไตรมาสก่อนที่ KTB มีการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้น ทำให้มีการตั้งสำรองรวมถึง 5,600 ล้านบาท

ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ของกลุ่มธนาคารไว้เหมือนเดิมที่ 2.1 แสนล้านบาท เติบโต 4% จากปี 2556 โดยกำไรในช่วงครึ่งปีแรกคิดเป็น 50% ของประมาณการทั้งปี

การกลับมาของโครงการลงทุนขนาดใหญ่น่าจะส่งผลดีต่อการเติบโตของสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลัง และต่อเนื่องไปในปี 2558 จึงให้น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าปกติ” เลือก BBL ด้วยราคาพื้นฐาน 233 บาท เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มแทนธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เนื่องจาก BBL มีฐานสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อขนาดใหญ่ และมีความเชี่ยวชาญสินเชื่อในกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ BBL ยังมีส่วนต่างราคาปัจจุบันกับราคาพื้นฐานมากกว่า KBANK

ด้านนักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เชื่อว่า KTB จะรายงานสินเชื่อปี 2558 เติบโตแข็งแกร่ง เนื่องจากเป็นธนาคารภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายภาครัฐ เช่น งานโครงสร้างพื้นฐานและโครงการไอซีทีของรัฐ ปัจจุบันอัตราส่วนความพอเพียงของทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 15.4% (เงินกองทุนขั้นที่ 1 คิดเป็น 10.4%) จะเปิดโอกาสให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อจำนวนมากได้อีกหลายปี โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนใน 23 ปี KTB ในปัจจุบันซื้อขายกันด้วยสัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (PBV) ที่ไม่แพงที่ 1.49 เท่า สำหรับปี 2557 และ 1.37 เท่า สำหรับปี 2558 ซึ่งจุดสูงสุดเดิมในปีที่แล้วเป็น 1.7 เท่า จึงคงแนะนำซื้อ

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อสุทธิของ KTB ในเดือน ส.ค. เป็น 1.73 ล้านล้านบาท สูงขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า และ 4.9% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และ 7.7% เทียบกับเดือน ส.ค.ปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลจ่ายหนี้คืนก่อนกำหนดจำนวนมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา คาดว่าผลประกอบการสินเชื่อจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป เนื่องจากรัฐบาลชั่วคราวใหม่เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และมีการเร่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สังเกตว่าสินเชื่อในเดือน ส.ค. หรือในช่วง 8 เดือนแรกของปีโต 4.9% ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อทั้งปีของผู้บริหารที่ 57%

นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง คาดสินเชื่อปี 2557 โต 7% เนื่องจากธนาคารบรรลุเป้าการเติบโตสินเชื่อในช่วง 8 เดือนแรกรวดเร็วที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ จึงมองเห็นโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการในปัจจุบัน การเติบโตสินเชื่อไตรมาส 4 จะปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยการเร่งนโยบายภาครัฐ และเศรษฐกิจมหภาคปรับตัวดีขึ้น

KTB พยายามลดการตั้งสำรองหนี้สูญในช่วงครึ่งปีหลังให้กลับมาอยู่ในระดับปกติที่ประมาณ 700 ล้านบาท/เดือน หลังจากที่มีการตั้งสำรองจำนวนมากในช่วงครึ่งปีแรกที่ 7,100 ล้านบาท บริษัทมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ 114% และมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมต่ำที่ 2.9% คาดบริษัทจะตั้งการกันสำรองหนี้สูญปี 2557 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 10.5% พร้อมกันนี้ยังคาดว่าธนาคารจะจัดตั้งการกันสำรองหนี้สูญปี 2558 สูงขึ้นเป็น 1.2 หมื่นล้านบาท สูงขึ้น 9% สอดคล้องกับการเติบโตสินเชื่อที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มบรรษัทและรายย่อยที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อภาครัฐ

ธนาคารกรุงไทยมีแนวโน้มการเติบโตสินเชื่อปี 2557 แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ส่งผลให้ผู้บริหารจะคงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระหว่าง 2.62.7% ธนาคารมีแผนมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้น (สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อธุรกิจ SME) โดย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. สามารถแบ่งประเภทสินเชื่อได้เป็นสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อ SME สินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 39:20:33:8 ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท