
การลงทุนอสังหาฯ ตอนที่ 2
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนค้างถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง ตามชื่ออาหารไทยที่เป็นที่รู้จักดีของชาวต่างชาติ ผมยังจำได้ดีว่า ช่วงนั้นเป็นวิกฤตชีวิตที่หนักที่สุดครั้งที่ 2 หลังจากวิกฤตครั้งแรก ที่ผมต้องสูญเสียคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวอีก 1 คน อันเป็นสุดที่รักของผม เมื่อช่วงที่ผมมีอายุเพียง 12 ปี
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนค้างถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง ตามชื่ออาหารไทยที่เป็นที่รู้จักดีของชาวต่างชาติ ผมยังจำได้ดีว่า ช่วงนั้นเป็นวิกฤตชีวิตที่หนักที่สุดครั้งที่ 2 หลังจากวิกฤตครั้งแรก ที่ผมต้องสูญเสียคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวอีก 1 คน อันเป็นสุดที่รักของผม เมื่อช่วงที่ผมมีอายุเพียง 12 ปี
ผมต้องออกจากโรงเรียน แล้วมาเปิดร้านขายเสื้อผ้าในช่วงกลางวัน แล้วไปเรียนกวดวิชาตอนเย็นเพื่อสอบเทียบ ม.ต้น และ ม.ปลาย ส่งเสียตัวเองจนผมจบปริญญาโท วิกฤตชีวิต 2 ครั้งนั้นต่างก็มีผลกระทบต่อชีวิตผมอย่างมาก แต่ผมก็สามารถฟันฝ่าวิกฤตเหล่านั้นไปได้ด้วยดี แม้วิกฤตที่ 2 จะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับผมในช่วงหลายๆ ปีนั้น โดยผมใช้วิธีการแบบหักดิบในการแก้ไขสถานการณ์ครั้งนั้น
ในช่วงนั้นผมมานั่งทบทวนและรวบรวมว่าตัวเองมีสินทรัพย์และหนี้สินอะไรบ้าง ก็ปรากฏว่าผมมีคอนโดที่ผมซื้อไว้สำหรับตัวผมเองและพี่ชาย อาคารพาณิชย์ที่ใช้ค้าขายเสื้อผ้า รถยนต์ 2 คัน (ของผมและพี่ชายคนละคัน) หุ้นกู้ และเงินสดนิดหน่อย รวมทั้งหุ้นที่อยู่ในบัญชีมาร์จิ้น ซึ่งผมใช้เงินกู้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับภาวะที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างมาก ทำให้พอร์ตการลงทุนผมขาดทุนมหาศาล
ผมจำได้ว่า มานั่งคำนวณดูว่าถ้าจะล้างหนี้มาร์จิ้นต้องขายหุ้นออกไปประมาณ 70-80% ของพอร์ต ทั้งๆที่หุ้นแต่ละตัวลงมาต่ำติดดินแล้ว ซ้ำยังคอนโดที่ผมอาศัยอยู่ ผมก็กู้ธนาคารด้วย ช่วงนั้นผมอยู่ในภาวะ High Leverage คือ มีหนี้ค่อนข้างมาก ดื้อแต่ไหนแต่ไร ผมเป็นคนที่ลงทุนแบบ Aggressive ทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ผมให้สินเชื่อเป็นส่วนใหญ่ พอเจอวิกฤตก็เลยมีอาการสาหัสกว่าคนอื่นเขามาก
ผมตัดสินใจขายหุ้นออกไป 80-90% ของพอร์ต พร้อมกับตัดใจขายรถยนต์ที่ผมใช้ขับขี่อยู่ เพื่อเป็นการลดภาระหนี้ ทั้งๆ ที่รถยนต์คันนี้เป็นความฝันของผมตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ ที่อยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อนี้ แต่ผมมองว่า
ประการแรก ผมได้เติมเต็มความฝันไปแล้ว
ประการที่สอง รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่า เมื่อเวลาผ่านไป เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คือ ผมไม่ควรจะซื้อรถคันนี้เลยตั้งแต่ต้น เพราะว่าผมขาดทุนจากการขายรถคันนี้ไปล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นบทเรียนที่ผมไว้เตือนใจตลอดว่า จะไม่ซื้อทรัพย์สินที่เสื่อมมูลค่าที่มีมูลค่าสูงๆอีกเป็นอันขาด
ประการที่สาม เพื่อเป็นการลดภาระหนี้ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งในช่วงนั้นผมยังมองไม่ออกว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเมื่อไหร่ แต่ผมรู้แน่ๆ ว่า เศรษฐกิจต้องฟื้นแน่ ตามวัฏจักรเศรษฐกิจที่ผมได้ร่ำเรียนมา
ประการที่สี่ คอนโดที่ผมอยู่ เป็นคอนโดใจกลางเมืองติดกับรถไฟฟ้า 2 ระบบ และสถานที่ที่ผมมักจะไปทำธุระ ส่วนใหญ่ผมก็สามารถใช้รถไฟฟ้าไปได้เกือบทั้งนั้น นานๆ ถึงจะไปสถานที่ที่รถไฟฟ้าไปไม่ถึง ผมก็สามารถใช้บริการ Taxi หรือกระทั่งรถเมล์ก็ได้
หลังจากขายหุ้นและรถยนต์คันโปรดออกไป ทำให้ผมเหลือสภาพคล่องที่พอให้ผมและพี่น้องมีเป็นค่าใช้จ่ายได้อีกหลายปี เพื่อรอวันที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแล้วค่อยๆ เรียกสมบัติที่ผลัดกันชมกลับมาอีกครั้ง แต่เคราะห์กรรมยังไม่จบไม่สิ้น หุ้นกู้และหุ้นกู้แปลงสภาพที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผมซื้อลงทุนไว้ก็เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ผมต้องขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก เพราะว่าในขณะที่ผมซื้อหุ้นกู้เหล่านี้ บริษัทก็กำลังขยายตัว ราคาหุ้นก็ขึ้นเป็นว่าเล่น
ผมไม่คาดคิดเลยว่าบริษัทเหล่านี้จะเจ๊ง ผมคิดว่าถ้าบริษัทมีเงินไม่พอก็น่าจะสามารถระดมทุนจากตลาดหุ้นได้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่เจ็บปวดเช่นกัน
ในช่วงนั้นญาติผมคนหนึ่งก็ประสบปัญหาหนี้สินเช่นกัน ผมก็ได้แนะนำให้เขาขายรถยนต์ทิ้งให้เหลือเพียงคันเดียวที่เอาไว้ใช้ส่งของ และขายสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้ไม่มีหนี้ แต่เขาไม่เชื่อผม จนในที่สุดต้องล้มละลายไป
การเกือบจะล้มลงคราวนั้นของผมได้ให้คติเตือนใจผมว่า การที่ใช้สินเชื่อเป็นการลงทุนในสัดส่วนที่มาก เป็นเหมือนดาบสองคม ในภาวะที่เศรษฐกิจดี ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีและเร็ว แต่ในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ก็สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล บางครั้งอาจจะทำให้ทรัพย์สินที่อุตส่าห์สร้างเนื้อสร้างตัวมามลายหายไปได้ และถ้าตัดสินใจผิดพลาดอาจจะกลายเป็นคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้







