
อุตฯไทยในอาเซียนเครื่องประดับ-บางรั้งเบอร์1
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนต่างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ บางประเทศกำลังก้าวเป็น “ดาวรุ่ง” ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่บางประเทศกำลังสูญเสียฐานด้านอุตสาหกรรมบางประเภทไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องหันมาทบทวนตนเองว่า อุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้หรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนต่างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ บางประเทศกำลังก้าวเป็น “ดาวรุ่ง” ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่บางประเทศกำลังสูญเสียฐานด้านอุตสาหกรรมบางประเภทไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องหันมาทบทวนตนเองว่า อุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้หรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
วินิจฉัย แจ่มแจ้ง รักษาการประธานบริหารและผู้อำนวยการสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงการประเมินความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมหลัก 9 กลุ่ม ของไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า ปัจจุบันมีอุตสาหกรรมของไทย 2 กลุ่ม ที่อยู่ในอันดับ 1 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ได้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่อีก 4 อุตสาหกรรมอยู่ในอันดับ 2 ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นรองสิงคโปร์ในด้านความสามารถของผู้ประกอบการ ปัจจัยการผลิต และอุตสาหกรรมสนับสนุน ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ด้อยกว่ามาเลเซียในด้านภาพรวมอุตสาหกรรม ความสามารถของผู้ประกอบการ ปัจจัยการผลิต และการส่งเสริมจากภาครัฐ
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติก เป็นรองสิงคโปร์ในทุกด้าน ยกเว้นอุปสงค์ภายในประเทศ และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เป็นรองมาเลเซียด้านความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ความสามารถของผู้ประกอบการ และปัจจัยการผลิต
ส่วนอีก 2 กลุ่ม อยู่ในอันดับ 3 ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูป เป็นรองมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในด้านความสามารถของผู้ประกอบการ ปัจจัยการผลิต และอุตสาหกรรมสนับสนุน และอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ด้อยกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย ในทุกด้าน ยกเว้นความสามารถของผู้ประกอบการ
การประเมินครั้งนี้ได้พิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ภาพรวมของอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ความสามารถของผู้ประกอบการ ปัจจัยการผลิต อุตสาหกรรมสนับสนุน อุปสงค์ภายในประเทศ และการส่งเสริมจากภาครัฐ
วินิจฉัย ชี้ว่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม จะต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวแก่ผู้ประกอบการต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมโลก ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการพัฒนาโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การคิดค้นเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์
อีกทั้งจะต้องผลักดันการใช้ประโยชน์และความร่วมมือจากการรวมเป็นประชาคมอาเซียน และเป็นห่วงโซ่อุปทานร่วมในภูมิภาค เช่น การลดหรือยกเว้นภาษีวัตถุดิบ การให้เงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่ไปลงทุนในต่างประเทศ
“หากต้องการให้อุตสาหกรรมหลักแข่งขันได้มากขึ้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินกลยุทธ์เชิงรุกผลักดันให้ผู้ประกอบการในประเทศเตรียมความพร้อมรับการแข่งขันที่สูงขึ้น เช่น ขยายการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตเข้าไปในประเทศแหล่งผลิตวัตถุดิบ แรงงาน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง”
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการระดมสมอง พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในยุคประชาคมอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะจัดงานสัมมนา ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน ในวันพุธที่ 24 ก.ย. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม บี, ซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ซึ่งภายในงานจะมีการอภิปรายเรื่อง ขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยใน AEC ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้







