
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม หนุนประกันชีวิตไปได้อีกไกล
ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยใน 10 ปีย้อนหลังปีละประมาณ 13-15% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตและเบี้ยประกันยังไม่เต็มที่ เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจในอนาคตล้วนส่งผลบวกต่อการเติบโตของเบี้ยประกันที่มากขึ้น เช่น 1.การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคม ซึ่งมีการตระหนักที่การดูแลสุขภาพและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คนในสังคมจะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและการซื้อประกันชีวิตเพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ยาก 2.การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ทำให้เกิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ 3.สภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป 4.การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุ คนวัยทำงานจะตื่นตัวในการสร้างวินัยทางการเงินมากขึ้น และ 5.ประกันชีวิตช่วยลดหย่อนภาษีได้
ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยใน 10 ปีย้อนหลังปีละประมาณ 13-15% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตและเบี้ยประกันยังไม่เต็มที่ เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจในอนาคตล้วนส่งผลบวกต่อการเติบโตของเบี้ยประกันที่มากขึ้น เช่น 1.การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคม ซึ่งมีการตระหนักที่การดูแลสุขภาพและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คนในสังคมจะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและการซื้อประกันชีวิตเพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ยาก 2.การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ทำให้เกิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ 3.สภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป 4.การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุ คนวัยทำงานจะตื่นตัวในการสร้างวินัยทางการเงินมากขึ้น และ 5.ประกันชีวิตช่วยลดหย่อนภาษีได้
ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตยังโตแบบ Doubledigit ได้อีกหลายปี
ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2555-2556 มีอัตราการเติบโต 18.7% และ 15% ตามลำดับ และครึ่งปีแรกของปีนี้มีอัตราการเติบโตราว 19% ตรงข้ามกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัจจัยการเมืองที่รุนแรงในช่วงต้นปี สะท้อนว่าธุรกิจประกันชีวิตมีความเป็น Unique และ Defensive ไม่อ่อนไหวไปตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่การเติบโตในอนาคตยังมีแนวโน้มสดใสจากปัจจัยขับเคลื่อนดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เบี้ยประกันรับสุทธิของไทยอยู่ในระดับกลางของภูมิภาค โดยยังต่ำกว่าประเทศไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย และมาเลเซีย มีผลวิจัยได้ระบุว่า เป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันในระยะต่อไป (ไม่ระบุปี) ไม่ควรต่ำกว่า 240 เหรียญสหรัฐ/ประชากร สะท้อนว่าเบี้ยประกันรับสุทธิที่น่าจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 7 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่ 4.85 แสนล้านบาท/ปี ตลาดของธุรกิจประกันชีวิตจึงยังเปิดกว้างอีกมาก
การขายประกันผ่านช่องทางธนาคารจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
ในส่วนของช่องทางการจำหน่าย ช่องทางการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต (Agent) ยังคงเป็นช่องทางหลัก มีสัดส่วนราว 48% รองลงมาเป็นการขายผ่านช่องทางธนาคารซึ่งเป็นช่องทางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ที่เหลือเป็นการขายผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น การขายทางโทรศัพท์ นายหน้า และไปรษณีย์ เป็นต้น ปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตมีตัวแทนในระบบราว 2.8 แสนราย การขายประกันผ่านช่องทางธนาคารพาณิชย์น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของธุรกิจประกันชีวิต แม้ว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการขายประกันผ่านธนาคาร แต่ยังมีอีกหลายธนาคารที่ยังไม่เข้าสู่ธุรกิจ Bancassurance อย่างเต็มที่ แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีในทิศทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารต่างๆ ที่ต้องการเพิ่มรายได้จากธุรกิจขายประกันมากขึ้นโดยใช้ฐานบัญชีเงินฝากลูกค้าที่มีอยู่ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญต่อไปในอนาคต และน่าจะทำให้สัดส่วนช่องทางการขายประกันผ่านธนาคารขึ้นมาเป็นสัดส่วนเท่ากับการขายตัวแทนต่อไปด้วย
ตัวเลือกในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับมีจำกัด
บริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยมีด้วยกันทั้งสิ้นราว 24 บริษัท แต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียง 3 บริษัท คือ BLA, SCBLIFE และ THREL ด้วยแนวโน้มการเติบโตอย่างเด่นชัดของธุรกิจประกันชีวิต แต่ตัวเลือกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีอยู่จำกัด มีความเป็นไปได้สูงว่านักลงทุนอาจยอมซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นของบริษัท เราคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำไมราคาหุ้นของ BLA จึงขยับสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่กำไรในไตรมาส 2 ทรุดหนักเหลือเพียง 169 ล้านบาท จากระดับปกติที่ควรมีกำไรเป็นหลักพันกว่าล้านบาทต่อไตรมาส และเมื่อประกาศผลประกอบการแล้ว ราคาหุ้นกลับปรับมากสุดลงเพียง 17% ต่ำสุดที่ 79.50 บาท ซึ่งคิดเป็น P/E ที่สูงถึง 27 เท่า นั่นเพราะนักลงทุนไม่มีทางเลือกมากนั่นเอง โดยเฉพาะถ้าต้องเลือกหุ้นที่มีสภาพคล่องด้วยแล้ว จึงไม่มีคำตอบอื่นนอกจาก BLA มูลค่าพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ของเราประเมินไว้เท่ากับ 86 บาท (ก่อน XD) จึงมีความเป็นไปได้ว่าราคาหุ้นอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่านั้น สำหรับ THREL (มูลค่าพื้นฐาน 19.70 บาท) แม้มีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำกว่า แต่เราชอบความสามารถในการทำกำไรมากกว่า อย่างไรก็ตามเป็นหุ้นที่ลงทุนได้ทั้งคู่ อยู่ที่จังหวะในการเข้าซื้อ







