
มีไพ่ดีใช่จะชนะ (ภาคจบ)
คราวที่แล้วตอน “มีไพ่ดีใช่จะชนะ (ภาคต้น)” ผมได้พูดถึงความสำเร็จของผู้ชนะอย่างบริษัท Amgen ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งไปมากพอสมควร วันนี้ผมจะขอยกตัวอย่างต่อเนื่องไปถึงฝั่ง “ผู้แพ้” บ้างครับ
คราวที่แล้วตอน “มีไพ่ดีใช่จะชนะ (ภาคต้น)” ผมได้พูดถึงความสำเร็จของผู้ชนะอย่างบริษัท Amgen ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งไปมากพอสมควร วันนี้ผมจะขอยกตัวอย่างต่อเนื่องไปถึงฝั่ง “ผู้แพ้” บ้างครับ
หากเราหันกลับมาดูที่บริษัท เจเนติกส์ อินสทิทิวท์หรือจีไอ กันบ้าง “จีไอ” เป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่เริ่มกิจการในช่วงใกล้ๆ กับ Amgen ในช่วงปี 1980 จากการรวมตัวของนักโมเลกุลชีวภาพของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสองท่านในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ภูมิภาคของสหรัฐที่มีชื่อเสียงในการผลิตบุคลากร ธุรกิจใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ ของประเทศและของโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการที่ถือได้ว่ามาแรงในสมัยนั้น “จีไอ” ได้มีการค้นคว้า พัฒนา ตลอดจนได้รับสิทธิผูกขาดทางการตลาดในผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพต่างๆ มากมาย รวมไปถึงสิทธิผูกขาดทางการตลาดของ “อีโป้” ก่อนบริษัท Amgen ด้วยซ้ำ
นอกเหนือจากความสามารถในการค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีชีวภาพที่น่าสนใจออกมาได้อย่างต่อเนื่องแล้วนั้น บนเวทีของกฎหมาย ซึ่งมักมีการฟ้องร้องต่อศาลกันเป็นเรื่องปกติระหว่างบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้วยกันเองเพื่อแย่งชิงสิทธิผูกขาดทางการตลาดมาครอบครองนั้น ทีมงานของจีไอก็ถือได้ว่า “เขี้ยวลากดิน” เป็นหนึ่งในยุทธจักรเช่นกัน ซึ่งนอกเหนือจากกรณีพิพาทกับบริษัท Amgen เพื่อแย่งชิงสิทธิผูกขาดใน “อีโป้” แล้ว ในอดีตจีไอยังมีข้อพิพาทกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำของโลกอื่นๆ เช่น Genentech (ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Roche) ในสิทธิบัตรของผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Tissue Plasminogen Activator (tPA) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดและสามารถใช้ในการรักษาภาวะที่เป็นผลมาจากการจับกลุ่มของเลือด เช่นภาวะหัวใจขาดเลือดอย่างฉับพลัน หรือ ภาวะสมองขาดเลือดแบบฉับพลัน เป็นต้น
ในกรณีพิพาทกับ Amgen บทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าศาลชั้นต้นจะตัดสินว่าจีไอเป็นฝ่ายชนะและสั่งให้ Amgen ซึ่งได้รับสิทธิบัตรของ “อีโป้” ภายหลังจากจีไอนั้น จำต้องเข้าสู่กระบวนการ Crosslicense กับจีไอ แต่ในปี 1991 การณ์กลับตาลปัตรในศาลชั้นอุทธรณ์ ซึ่งได้มีการพลิกคำตัดสินของศาลชั้นต้นกลับมาให้ Amgen เป็นฝ่ายชนะ และได้ตัดสินว่าสิทธิบัตรใน “อีโป้” ของจีไอเป็นโมฆะ โดยให้เหตุผลว่า “เนื่องจาก (จีไอ) ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าทางบริษัทสามารถแยกโปรตีนที่มีคุณสมบัติทางชีวภาพดังที่สิทธิบัตรอ้างอิงสิทธิถึงได้” ซึ่งณ วันที่ศาลประกาศคำตัดสินดังกล่าว (มี.ค. 1991) ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็ได้วิ่งสวนกันไปคนละทิศคนละทาง เมื่อมีผู้ชนะคือ Amgen แล้วฝ่ายที่เดิมดูเหมือนจะมีแต้มต่ออย่างจีไอ ก็กลับกลายเป็น “ผู้แพ้” ไป ในเดือน ต.ค.ปีนั้นเองผลต่างก็ได้ถูกตอกย้ำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อศาลสูงสุดได้ปฏิเสธคำร้องเรียนของจีไอให้พิจารณาเคสนี้ใหม่อีกครั้ง
ในขณะที่ Amgen ในวันนั้นก็เติบใหญ่จนมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพในปัจจุบัน จีไอกลับต้องสูญเสียโอกาสทางการตลาดใน “อีโป้” ที่ตนคาดว่าจะได้รับอย่างมหาศาลถ้าศาลอุทธรณ์ไม่กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นเสียก่อน ซึ่งหลังจากนั้นจีไอจำต้องดิ้นรนอยู่พอสมควรจนได้มีการขายหุ้นของบริษัทตนให้แก่บริษัท American Home Products เพื่อแลกกับการนำกระแสเงินสดเข้ามาดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดต่อไป จนกระทั่งในปี 1997 ก็ได้ถูกบริษัทยาอีกแห่งจากมลรัฐเพนซิลเวเนียที่ชื่อ Wyeth เข้าซื้อกิจการไปในที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ หลังจากนั้นอีก 12 ปี บริษัท Wyeth ซึ่งเป็นเจ้าของใหม่ของจีไอนี้ก็ถูก Pfizer เข้าเทกโอเวอร์ไปอีกในเดือน ต.ค. 2009 ในมูลค่าตามรายงานถึงกว่า 64,234 ล้านเหรียญสหรัฐ และถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดของ Pfizer เองในรอบหลายปีหลังจาก Pharmacia ในปี 2002 (มูลค่าตามรายงานที่ 64,263 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ WarnerLambert Co ในปี 1999 (มูลค่าตามรายงานที่ 87,319 ล้านเหรียญสหรัฐ)
ในอีกหลายปีข้างหน้าผมเริ่มจะไม่แน่ใจเหมือนกันว่า บนโลกของธุรกรรม M&A ในวงการธุรกิจ Healthcare นี้ Pfizer จะโคจรมาเจอกับ Amgen หรือเปล่า แล้วเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ แล้ว ใครจะ “เทก” ใคร
สัจธรรมกล่าวว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ก็จริง แต่ถ้าปลาใหญ่หยุดโตเมื่อไหร่ ปลาเล็กตัวนั้นอาจจะโตแซงเป็น “ปลาจัมโบ้” และกลับมากิน “ปลา (เคย) ใหญ่” ตัวนั้นก็เป็นได้
ตัวอย่างในอดีตก็มีให้เห็นกันตั้งเยอะตั้งแยะ...สวัสดีวันอังคารครับ







