
สิ่งที่คิดก่อนกู้ซื้อบ้าน
สิ่งที่ควรคิดก่อนกู้ซื้อบ้านสิ่งสำคัญที่สุดในการกู้เงินซื้อบ้าน นอกจากการมีฐานเงินเดือนที่เหมาะสมแล้ว
สิ่งที่ควรคิดก่อนกู้ซื้อบ้านสิ่งสำคัญที่สุดในการกู้เงินซื้อบ้าน นอกจากการมีฐานเงินเดือนที่เหมาะสมแล้ว การวางแผนทางการเงินและระเบียบวินัยในการออมเงินก็มีความจำเป็นเช่นกัน ครั้งนี้ “บ้านและสวน” มีสิ่งที่ควรคิดเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อซื้อและสร้างบ้านสำหรับเป็นข้อมูลให้ผู้สนใจ ดังนี้
ซ้อมผ่อนให้ไม่อึดอัด
แต่ละธนาคารจะมีหลักการพิจารณาปล่อยกู้ไม่ต่างกันนัก ยกตัวอย่างปัจจุบันบ้านพักอาศัยเริ่มต้นที่ราคา 2 ล้านบาทเป็นต้นไป ต้องผ่อนธนาคารเป็นเงิน 1.6 หมื่นบาท/เดือน แต่ผู้ที่สามารถกู้ได้ต้องมีฐานเงินเดือนอยู่ที่ 3.2 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งจะปรับเพิ่มหรือลดลงตามราคาบ้าน แต่มีหลักคิดง่ายๆ คือ ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนจะกลายเป็นเงินผ่อนแต่ละเดือน หากมีไม่เพียงพอก็แปลว่าไม่สามารถกู้ได้หรือไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินมากเกินไป
ขอแนะนำให้ผู้ที่ตั้งใจจะกู้ซื้อบ้านซ้อมเก็บเงินในแต่ละเดือนตามที่ต้องผ่อนชำระตามจริง เช่น ต้องการซื้อบ้าน 1 ล้านบาท ต้องผ่อนชำระเดือนละ 8,000 บาท ฉะนั้นฐานเงินเดือนของผู้กู้ต้องไม่น้อยกว่า 1.6 หมื่นบาท หากลองเก็บเงินเดือนละ 8,000 บาทได้อย่างสบายๆ ไม่เดือดร้อน นั่นแสดงว่าคุณพร้อมที่จะกู้เงินซื้อบ้านแล้ว เป็นการฝึกวินัยก่อนกู้จริงนั่นเอง
การกู้ร่วมคือทางออกของคนรายได้น้อย
กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประมาณ 2 หมื่นบาท แต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถยนต์อยู่แล้ว โอกาสในการจะซื้อหรือผ่อนบ้านด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเป็นเรื่องยากมาก เพราะภาระหนี้ผ่อนรถจะแสดงอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ผ่อนเดือนละเท่าไรก็จะถูกหักออกเท่านั้น เช่น เงินเดือน 2 หมื่นบาท ผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท รายได้สุทธิก็จะเหลือแค่ 1.5 หมื่นบาท
ในขณะที่หากจะซื้อคอนโดมิเนียม ราคาขั้นต่ำของคอนโดน่าจะอยู่ที่ 1 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ณ ปัจจุบัน การกู้เงิน 1 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 30 ปี (ระยะผ่อนยาวที่สุด) จะต้องผ่อนเดือนละประมาณ 8,000 บาท หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับผู้กู้จะเหลือรายได้สำหรับใช้จ่ายอื่นๆ แค่ 7,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันในขณะนี้
ดังนั้น ในกรณีที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่กู้คนเดียวไม่ผ่าน หรือรายได้ไม่พอ การกู้ร่วมก็เป็นทางออกหนึ่งที่นิยมเลือกใช้ เพราะจะสามารถกู้ผ่านได้ง่ายขึ้น และหากได้สำรวจตัวเองหรือกำหนดตัวผู้กู้ร่วมเสียตั้งแต่แรกก็จะยิ่งดี จะได้มีเวลาเตรียมตัว เพราะถึงแม้จะเป็นผู้กู้ร่วม แต่ก็ต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้กู้หลัก







