posttoday
"กรุงศรีฯ"เร่งผนึก BTMU รับคลื่นลงทุนญี่ปุ่นระลอกใหม่

"กรุงศรีฯ"เร่งผนึก BTMU รับคลื่นลงทุนญี่ปุ่นระลอกใหม่

22 กันยายน 2557

แม้ว่าการปล่อยสินเชื่อในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่สงบทางการเมืองช่วงครึ่งปีแรก

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้ว่าการปล่อยสินเชื่อในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่สงบทางการเมืองช่วงครึ่งปีแรก จนหลายธนาคารต้องปรับลดเป้าสินเชื่อ แต่สำหรับธนาคารกรุงศรีอยุธยาหรือ BAY ที่เพิ่งได้พันธมิตรอย่าง ธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) เข้าถือหุ้นกว่า 72% เป้าหมายที่ใหญ่กว่าดูจะไม่ใช่สินเชื่อธุรกิจในประเทศ แต่เป็นการจับ “คลื่นลงทุนญี่ปุ่นระลอกใหม่” ที่กำลังจะออกมาลงทุนใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

รวมทั้งการกวาดเอาฐานบริษัทญี่ปุ่นเดิมในประเทศไทย ที่พ่วงกลุ่มพนักงานคนไทยมากกว่า 6,000 บริษัท เข้ามาอยู่ในพอร์ตให้ได้ ภายหลังการผนึกธนาคารกรุงศรีฯ และบีทีเอ็มยู เข้าเป็นเนื้อเดียวกันสำเร็จ

โนริอากิ โกโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ว่าภายหลังการควบรวมธนาคารกรุงศรีฯ เป็นเนื้อเดียวกับบีทีเอ็มยูในสิ้นปีนี้ นอกจากจะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อผู้บริโภคที่เป็นจุดแข็งของกรุงศรีฯ แล้ว ก็จะมีการโฟกัสไปที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญต่อไป โดยมีฐานลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นของบีทีเอ็มยูมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกรุงศรีฯ มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารจะดำเนินยุทธศาสตร์หลักระยะกลางระยะยาว 3 ด้าน เป็นลูกศร 3 ดอกไปพร้อมกัน

ยุทธศาสตร์ดอกที่ 1 คือ เน้นการรองรับกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่น เพราะบีทีเอ็มยูดูแลธุรกิจญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทยอยู่แล้ว โดยกรุงศรีฯ จะเข้ามาเติมเต็มการดูแลพนักงานของบริษัทเหล่านี้ เช่น ทำบัญชีเงินเดือนรวมทั้งต่อยอดบริการด้านสินเชื่อและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ง่ายขึ้น โดยธุรกิจญี่ปุ่นในไทยทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีมีราว 6,000-7,000 แห่ง ซึ่งบีทีเอ็มยูดูแลอยู่ 80%

“การควบรวมจะทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงการให้บริการลูกค้าเหล่านี้ที่มีอยู่ราว 7 แสนคนได้” โกโตะ กล่าว

ยุทธศาสตร์ดอกที่ 2 หลังการควบรวม คือ เน้นให้บริการกลุ่มลูกค้าชาวไทย โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีที่จะลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น โดยจะใช้เครือข่ายระดับโลกของบีทีเอ็มยูไปตามรองรับธุรกิจไทย

และยุทธศาสตร์ดอกที่ 3 คือ ควบรวมฐานลูกค้าของกรุงศรีฯ และบีทีเอ็มยู เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากที่ปัจจุบัน บริษัทญี่ปุ่นในไทยมีการปรับตัวให้กลมกลืนเป็นบริษัทท้องถิ่นมากขึ้น (Glocalization) ทำให้ไม่มีปัญหาในการลงทุน

“ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คืองานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่จัดครั้งล่าสุดในกรุงเทพฯ ถือเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดขึ้น เราได้ลูกค้าญี่ปุ่นขนาดใหญ่ขึ้น 2 เท่า และมีธุรกิจญี่ปุ่นเข้าร่วมมากขึ้น 2 เท่า ในขณะที่ลูกค้าไทยที่เข้าร่วมก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าทีเดียว” โกโตะ กล่าว

เรียกได้ว่าหลังจากนี้ กรุงศรีฯ ในฐานะเบอร์ 1 ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลจะเริ่มใช้เครือข่ายระดับโลกของบีทีเอ็มยู ซึ่งเป็นธนาคารในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (MUFG) สถาบันการเงินอันดับ 1 ในญี่ปุ่น บุกเจาะสินเชื่อธุรกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่นที่กำลังเข้ามาระลอกใหม่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ มีแผนส่งออกเอสเอ็มอีราว 1 หมื่นแห่งไปลงทุนในต่างประเทศภายในเวลา 5 ปี

ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของญี่ปุ่นในปี 2556 จะเห็นว่าญี่ปุ่นมีการส่งออกการลงทุนมากสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้น 10.4% โดยเป็นการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนสูงสุด ด้วยวงเงินลงทุน 2.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทุบสถิติเดิมที่ผ่านมาทั้งหมด

“แม้ว่าประเทศอื่นจะพยายามดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่น แต่ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของการผลิตของญี่ปุ่นอยู่ เพียงแต่จะใช้รูปแบบ ไทย พลัส วัน หรือใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักโดยพ่วงประเทศเพื่อนบ้านอีก 1 ราย ซึ่งจะเป็นโมเดลที่นักลงทุนญี่ปุ่นจะใช้ในระยะสั้นและระยะกลางต่อไป” โกโตะ กล่าว

ส่วนการรุกธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น สามารถแข่งได้เป็นการรองรับธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) โดยกรุงศรีฯ มีสาขาในลาว 2 แห่ง รองรับได้ทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบุคคล

ขณะที่พม่าบีทีเอ็มยูมีสำนักงานตัวแทนอยู่แล้ว และหากในเดือน ก.ย.นี้ บีทีเอ็มยูได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ก็จะขยายเครือข่ายความแข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในไทยนั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรุงศรีฯ ยอมรับว่า แม้ความเชื่อมั่นจะเริ่มฟื้นตัวกลับมา เช่น มีสัญญาณดีขึ้นในตลาดบัตรเครดิต แต่ยังไม่มากพอให้เห็นในเชิงรูปธรรม ทั้งในการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยว หรือการส่งออกและการนำเข้า

“ครึ่งปีหลังที่ความเชื่อมั่นของประชาชนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เราจึงคาดหวังครึ่งปีหลังไว้ค่อนข้างดี แต่คงไม่ได้สูงมากนักในลักษณะการฟื้นตัวหวือหวาแบบวีเชป เนื่องจากความเชื่อมั่นยังไม่ถูกขับออกมาในเชิงรูปธรรม” โกโตะ ระบุ

ทั้งนี้ กรุงศรีฯ ได้ปรับเป้าการขยายตัวของสินเชื่อจาก 9% มาเป็น 79% เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากสินเชื่อรถยนต์ลดลงหลังจากหมดนโยบายรถคันแรก ทำให้ยอดขายลดลงมาก

สำหรับปีหน้าอยู่ระหว่างวางแผนอยู่ โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยจะโต 4–4.5% ขณะที่สินเชื่ออาจโตได้มากสุดเกือบ 10% แต่ไม่น่าจะเป็น 10% กว่าเหมือนในอดีต และการที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับแผนโรดแม็ปของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ที่ทุกคนกำลังจับตาอยู่ เพราะแม้ว่าทุกคนจะเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นว่าประเทศไทยกำลังจะไปทางไหน แต่คนก็ยังจับตาดูอยู่ว่าจะไปในทิศทางนั้นๆ ได้จริงหรือไม่

“สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นไม่มีข้อสงสัยต่อการลงทุนในประเทศไทย เพียงแต่ขณะนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นอาจต้องรอดูอีกสักนิดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เช่น โครงการลงทุนของภาครัฐ นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นได้ลงทุนไปเยอะแล้วหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จึงรอดูสถานการณ์ก่อน” โกโตะ กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าการเมืองไทยจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น แต่ผู้บริหารของกรุงศรีฯ เห็นว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีความกังวลต่อประเทศไทยเกี่ยวกับความเชื่องช้าในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยที่แทบจะหยุดชะงักในหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกลับพัฒนาตามไทยมาติดๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกประเทศต่างเห็นตัวอย่างความสำเร็จของไทยมาแล้วทั้งสิ้น และไล่ขึ้นมาในแบบเดียวกับไทย มีการเร่งดึงดูดการลงทุนในประเทศและเร่งพัฒนาเศรษฐกิจในบ้าน

“ขณะที่ไทยกำลังซบเซาลง เพื่อนบ้านกลับพัฒนาศักยภาพการแข่งขันที่ดีขึ้นและรุนแรงขึ้น จึงเป็นความท้าทายรูปแบบหนึ่งที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ หากไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ ก็จะช่วยพัฒนาศักยภาพขึ้นมาได้มาก” ผู้บริหารกรุงศรีฯ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ