posttoday
ชีวิตเริ่มต้นใหม่ ณ วัยเกษียณ

ชีวิตเริ่มต้นใหม่ ณ วัยเกษียณ

21 กันยายน 2557

ใกล้ถึงวันเกษียณแล้วหนายอดมนุษย์เงินเดือน...หวังว่าหนุ่มสาววัย “หกสิบยังแจ๋ว”

ใกล้ถึงวันเกษียณแล้วหนายอดมนุษย์เงินเดือน...หวังว่าหนุ่มสาววัย “หกสิบยังแจ๋ว” (แต่ไม่เจ๋งเสียแล้วสำหรับงานประจำ) จะเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ในวัยหกสิบยังแจ๋ว หลายคนยังมีไฟอยากทำอะไรสักอย่างตามความฝัน อยากลองอะไรไม่ให้ชีวิตเหี่ยวเฉา และหนึ่งในนั้นคือ ทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ

ขณะที่บางคนแม้ไฟจะมอดไปบ้างไม่มีฝันอะไร แต่กลับตกอยู่ใน “สถานการณ์บังคับ” ให้ต้องหารายได้มาทดแทนเงินเดือนที่หายไป เพราะเงินที่เก็บออมไว้ยังไม่มากพอ ก็ต้องมองหาแหล่งรายได้หลังเกษียณ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ การทำธุรกิจเล็กๆ เช่นเดียวกัน

- จัดสรรเงินก้อนสุดท้าย

ในงานสัมมนาเรื่อง “เตรียมสุขหลังเกษียณ” เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา กฤษฎา เสกตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พูดถึงเรื่องแนวคิดในการจัดสรรเงินก้อนสุดท้ายสำหรับคนในวัยเกษียณ โดยนำมาเปรียบเทียบกับทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ ที่แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น

ความต้องการทางกายภาพเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ซึ่งกฤษฎา บอกว่า นี่คือส่วนที่เกี่ยวกับรายจ่ายเพื่อปัจจัย 4 โดยมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการจัดสรรเงินก้อนสุดท้าย

เมื่อมีเงินใช้จ่ายสำหรับปัจจัย 4 แล้ว ความต้องการในขั้นถัดมา คือ ความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งสำหรับคนวัยเกษียณคงจะไม่มีอะไรทำให้รู้สึกว่ามั่นคงและปลอดภัย ได้มากเท่ากับการมีสุขภาพที่ดี เพราะฉะนั้นรายจ่ายในส่วนนี้จึงเป็นส่วนของค่ารักษาพยาบาลประมาณ 30%

หลังจาก “ความต้องการขั้นพื้นฐาน” ได้รับการตอบสนองเรียบร้อยแล้ว กฤษฎา บอกว่า การจัดสรรเงินส่วนที่เหลือจะเป็นเหมือน “รางวัลในชีวิต” ที่รวมกันประมาณ 40% ได้แก่ รายจ่ายเพื่อความสุขและความบันเทิงในชีวิต (ซึ่งแต่ละคนจะมีมากน้อยไม่เท่ากันตามไลฟ์สไตล์ที่อยากได้) อีกส่วนคือทรัพย์สินที่จัดแบ่งไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน และส่วนสุดท้าย คือ เงินไว้สำหรับช่วยเหลือสังคม

และเงินใน 40% นี้เอง ที่กฤษฎา บอกว่า สามารถนำไปลงทุนที่ทำให้มีผลตอบแทนงอกเงยขึ้นมาได้ โดยไม่ทำให้ชีวิตในวัยเกษียณมีความเสี่ยงมากเกินไป เพราะแม้ว่าจะขาดทุนไปบ้าง แต่ก็ยัง “อยู่ได้” ด้วยเงิน 60% แรกที่จัดสรรไว้สำหรับปัจจัย 4 และค่ารักษาพยาบาล

- เริ่มชีวิต เริ่มธุรกิจใหม่

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราอยากจะเริ่มธุรกิจ หรืออยากเป็นเจ้าของกิจการในวัยเกษียณ เพราะเราไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า คนในวัยเกษียณ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) ประมาณ 15% อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง

แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงมีคำแนะนำสำหรับการตั้งต้นธุรกิจในวัยนี้ว่า ต้องเริ่มจากการตั้งคำถาม 5 ข้อ คือ

1.อะไรคือแรงจูงใจสำหรับการเริ่มธุรกิจ

แรงจูงใจสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจในวัยหกสิบยังแจ๋ว น่าจะมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เดินตามความฝันบางอย่างที่เคยคิดไว้ในเวลาที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำเสียที หรือเดินตามความจำเป็นที่จะต้องหารายได้หลังจากไม่มีเงินเดือนอีกแล้ว

ถ้าเริ่มต้นจากการรู้ตัวว่า แรงจูงใจ คือ อะไร จะช่วยให้เรามองออกว่า แนวทางในการทำธุรกิจของเราจะไปในทิศทางไหน

2.เป้าหมายของการธุรกิจนี้คืออะไร

ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ปลายทางของธุรกิจที่เรากำลังจะลงมือทำนี้อยู่ตรงไหน อยากจะทำไปสักกี่ปี อยากจะส่งต่อกิจการนี้ให้ลูกหลาน หรือหวังจะขายกิจการในอีก 5 หรือ 10 ปี

3.อยากจะใช้ประสบการณ์ที่สะสมมาจากการทำงานประจำ หรืออยากจะออกจากกรอบเดิมๆ ไปทดลองสิ่งใหม่

4.ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

ธุรกิจแต่ละอย่างมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ใช้เงินลงทุนไม่เท่ากัน การแข่งขันในตลาดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องรู้ตัวเองก่อนว่า เราสามารถยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนทำธุรกิจครั้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าเราไม่สามารถแบกความเสี่ยงไว้คนเดียว ก็อาจจะมองหาหุ้นส่วนธุรกิจ (ซึ่งอาจจะเป็นคนในวัยเดียวกัน)

5.ธุรกิจกับวิถีชีวิตที่ต้องการ ควรจะไปในแนวทางเดียวกัน

คำถามสำคัญในข้อนี้ คือ เราอยากใช้เวลากับการทำธุรกิจนี้มากแค่ไหน ร่างกายเอื้ออำนวยสำหรับธุรกิจนี้หรือไม่ (เพราะแน่นอนว่า ในวัย 60 ปีขึ้นไป แม้หัวใจจะยังมีไฟ แต่ร่างกายอาจจะทำได้ไม่เต็มที่)

และที่สำคัญ คือ เราจะมีความสุขที่ได้ทำธุรกิจนี้หรือไม่ โดยเฉพาะคนที่เปลี่ยนงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ เพราะในเวลาที่มันยังเป็นแค่งานอดิเรกมันอาจจะทำให้เรามีความสุข แต่เมื่อต้องทำเป็นธุรกิจ เราจะยังมีความสุขอยู่หรือไม่

- กูรูช่วยชี้ทาง

อย่าเพิ่งคิดว่าการเริ่มธุรกิจในวัยเกษียณจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในงานสัมมนา “เตรียมสุขหลังเกษียณ” พากูรูและเจ้าของธุรกิจ ที่แม้จะไม่ได้เริ่มเมื่อวัยเกษียณ แต่แนวคิดและวิธีการทำธุรกิจสามารถเป็นแนวทางให้การเริ่มต้นเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติกโฮเต็ล ก๋วยเตี๋ยวกุ้งมังกรหมูทอดเงินล้าน หรือเบเกอรี่มหาชน

“อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ และอย่าเอาเงินเป็นหลักต้องคิดว่า อยากทำไหม แล้วก็เริ่มจากซื้อรองเท้ามาสองคู่ใส่อย่างละข้าง ข้างหนึ่ง คือ อาดิดาส เพราะสโลแกนของเขา คือ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ (Impossible is Nothing) และอีกข้าง คือ ไนกี้ เพราะเขาบอกว่า ทำเถอะ (Just Do It)” ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด กล่าว

- เพราะธุรกิจเริ่มง่าย

@ ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องเชี่ยวชาญ

ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในธุรกิจที่อยากทำก็ได้ เพราะเราสามารถเริ่มจากเล็กๆ และลองผิดลองถูก พัฒนาปรับปรุงไปเรื่อยๆ ก็ได้ เหมือนกับ “หมูทอดเจ๊จง” ที่กว่าจะมาเป็นหมูทอดเงินล้าน จงใจ กิจแสวง ก็เริ่มจากความไม่รู้และทดลองปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้ง สวีท แอนด์ ซอฟต์ เค้ก ที่เริ่มจากธุรกิจเค้กเล็กๆ เปิดขายในตลาดนัดด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 2,000 บาท เรียนรู้จากอินเทอร์เน็ต จนกลายเป็นธุรกิจแฟรนไชส์เค้ก “3 ชิ้น 100 บาท” ที่มีสาขามากกว่า 700 สาขาทั่วประเทศ ทั้งยังขยายไปต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย พม่า และลาว

“ธุรกิจเบเกอรี่เริ่มต้นง่าย ลงทุนไม่มาก สามารถลองผิดลองถูกได้ แต่ต้องไม่ไปตามคนอื่น” ธนวัฒน์ ถ้วนสมบูรณ์ เจ้าของ สวีท แอนด์ ซอฟต์ เค้ก กล่าว

@ ทำเลไม่มี ไม่เป็นไร

“ธุรกิจที่ทำแล้วเกิดง่ายที่สุด คือ ของกิน ซึ่งไม่ต้องมีหน้าร้านก็ได้ เพราะทำเป็นอาหารเดลิเวอรี่ก็ได้ และในยุคนี้ที่มีโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ มันเกิดมาเพื่อพวกเรา เพื่อเป็นช่องทางขายสินค้า ที่ทำให้คนอยากขายไม่ต้องมีหน้าร้าน อยู่บ้านก็ทำได้” ธันยวัชร์ แนะนำ

@ ขอให้แปลกและแตกต่าง

“ทำอะไรให้คนตาค้าง ทำอะไรที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา และต้องมีความสามารถในการเล่าเรื่อง เพราะพอออกทีวีแล้วก็จะมีคนมาสนใจ” ธันยวัชร์ แนะนำ พร้อมยกตัวอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งมังกร” ของร้านพี่อ้อ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง (เพชรบุรีซอย 5) ที่สร้างความแปลกและแตกต่างให้กับก๋วยเตี๋ยวธรรมดาๆ ให้ไม่ธรรมดา

“ใครจะคิดว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนนจะมีกุ้งมังกรขาย” ธันยวัชร์ กล่าว

อรนุช อัศวกุล เจ้าของร้านพี่อ้อ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง บอกว่า “เป็นแม่ค้าต้องใจถึง ต้องทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ต้องกล้าแหวกแนว ทำอะไรที่ลูกค้าหากินจากที่อื่นไม่ได้”

@ ทำน้อย แต่ให้ผลมาก

ธันยวัชร์ แนะนำอีกว่า การขายสินค้าไม่จำเป็นต้องมีสินค้าหลายชนิด แต่ขอให้ขายเพียงแค่ไม่กี่ชนิดที่ทำได้ดี ซึ่งยังช่วยให้บริหารต้นทุนได้ง่ายอีกด้วย โดยยกตัวอย่างร้านหมูทอดเจ๊จง ที่เดิมขายข้าวแกงถึง 40 ชนิด แต่กลายเป็น “ทำมากได้น้อย” แต่มาประสบความสำเร็จเมื่อเปลี่ยนมาเน้นขายหมูทอดเพียงอย่างเดียว

“ไม่ต้องทำมาก ทำอย่างเดียวให้คนจำได้ก็พอ และยังดูแลง่าย” ธันยวัชร์ กล่าว

@ มีบ้านอย่าปล่อยว่าง

บ้านเก่าๆ ที่มีอยู่อย่ามองข้าม เพราะสามารถเปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็น “บูติกโฮเต็ล” ที่น่าจะเป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่เหมาะสำหรับวัยเกษียณ

“มีแค่ 1 ห้องก็สามารถทำได้แล้ว และไม่จำเป็นต้องลงทุนหรือปรับปรุงอะไรมาก เพราะบูติกโฮเต็ลเป็นที่พักสมัยใหม่ที่ขายประสบการณ์การเข้าพัก เพราฉะนั้นบ้านเก่าๆ อยู่พื้นที่ไกลๆ ก็สามารถทำได้” วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท Supergreen Studio ซึ่งเปิดสอนวิธีการเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติกโฮเต็ล

วรพันธุ์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยความสำเร็จของบูติกโฮเต็ล คือ ต้องมีจุดขายที่แตกต่าง

- ลงทุนอย่างรอบคอบ

แม้ว่า ธันยวัชร์ จะบอกว่า ธุรกิจหลายอย่างสามารถลงมือทำได้ โดยไม่ต้องวางแผนอะไรมาก โดย “ทำเท่าที่ทำได้” แต่เราควรจะคิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะต้องไม่ลืมว่า นี่คือ “เงินก้อนสุดท้าย”

เพราะฉะนั้นต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะการลงทุนที่มีคนมาชักชวน ที่เหมือนจะทำได้ง่ายๆ และกำไรดีเกินคาด เพราะเราอาจจะกลายเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพก็ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท