
หุ้นขึ้นรับเฟดคงดอกเบี้ยต่ำ
ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ
ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ แม้สิ้นสุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,584.91 จุด เพิ่มขึ้น 0.22% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 16.88% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 46,661.68 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปิดที่ 687.62 จุด เพิ่มขึ้น 0.27% จากสัปดาห์ก่อน
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงขายทำกำไรของนักลงทุนก่อนการประชุมเฟด อย่างไรก็ดีตลาดทยอยฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของสัปดาห์จากการที่เฟดส่งสัญญาณในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำอีกระยะ แม้ว่าจะสิ้นสุดมาตรการคิวอีก็ตาม ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากข่าวการอัดฉีดเม็ดเงินรอบใหม่ของธนาคารกลางจีนให้แก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบระดับ 1,600 จุด โดยตลาดน่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ขณะที่ตลาดคงจะติดตามเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐ ที่จะทยอยรายงานออกมา อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2557 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค นอกจากนี้ยังต้องจับตาการเปิดเผยเครื่องชี้ภาคการผลิตของจีนด้วยเช่นกัน
หารือเข้มโบรกฯ สกัดนักปั่น
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (บล.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เชิญบริษัทหลักทรัพย์หารือเกี่ยวกับการออกมาตรการเพื่อมาดูแลหุ้นที่ปรับขึ้นร้อนแรงในช่วงนี้ ผลจากการหารือทาง ตลท.และทางบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ จะกลับไปช่วยกันหามาตรการมาเสนอกัน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้
“ที่ผ่านมาทางสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ได้มีการหารือกันบ้างถึงกรณีที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาร้อนแรง ซึ่งต่างก็เห็นว่าที่ ตลท.มีอยู่ก็ช่วยดูแลได้ระดับหนึ่ง แต่ราคาหุ้นบางตัวเมื่อบริษัทชี้แจงมาราคาก็ยังขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ทางฝ่ายกำกับของ ตลท.ก็ได้ขอข้อมูลบัญชีการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติบางตัวจากโบรกเกอร์ไปด้วย” นางภัทธีรา กล่าว
อย่างไรก็ดี มองว่า นักลงทุนเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ดูให้แน่ชัดว่าราคาหุ้นสะท้อนกับพื้นฐานหรือไม่ ที่สำคัญอย่าเชื่อข่าวลือโดยที่ไม่มีข้อเท็จจริงมาสนับสนุน เพราะอยากให้นักลงทุนได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ต้องไปซื้อในราคาหุ้นที่สูงจนไม่สามารถขายออกมาได้ หรือที่เรียกว่า ติดดอย
สำหรับหุ้นที่เพิ่งเสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) มีความร้อนแรงก็เป็นไปตามภาวะตลาดที่ดัชนีหุ้นปรับขึ้นสูง ประกอบกับทางผู้จัดจำหน่ายหุ้นก็ยังกำหนดราคาส่วนลดนักลงทุนด้วย
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ตลท.กำลังศึกษาแนวทางหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมหุ้นที่ร้อนแรงผิดปกติ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยฝ่ายกำกับของ ตลท.มีขั้นตอนการดูแลหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติอยู่แล้ว หากพบความผิดปกติที่แน่ชัดจะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต่อไป
ขณะที่ราคาหุ้นขนาดเล็กที่มีการปรับขึ้นสูง ถือว่าส่วนหนึ่งเป็นปกติเวลาที่หุ้นมีการปรับขึ้นสูง เพราะปกติหุ้นขนาดเล็กมีจำนวนหรือปริมาณน้อย ฉะนั้นการเคลื่อนไหวของราคาจะมีการปรับขึ้นลงที่ผันผวนกว่าหุ้นขนาดใหญ่
หุ้นร้อนแรงถูกสกัด
ล่าสุด ตลท.ได้กำหนดหุ้นที่ บล.ต้องให้ลูกค้าวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนที่จะซื้อวันที่ 22 ก.ย.31 ต.ค. คือ บริษัท ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) (CHUO) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) บริษัท อุตสาหกรรม อีเล็คโทรนิคส์ (EIC) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL)
ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัท มิลล์คอน สตีล ครั้งที่ 2 (MILLW2) บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (MLINK) บริษัท พีเออี (ประเทศไทย) (PAE) บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) บริษัท ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (TCC) บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) และขยายช่วงดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 255726 ก.ย. 2557 สำหรับหุ้นบริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ (AJD)
ก่อนหน้านี้ นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ราคาหุ้นใน mai ที่ผลประกอบการขาดทุน 27 บริษัท พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจใหม่ทำให้เกิดความคาดหวังว่าผลประกอบการจะฟื้นตัว
RWI หุ้นใหม่ร้อนแรง
การที่ราคาหุ้นบริษัท ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ (RWI) เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรกวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้นสูงสุด (ซิลลิ่ง) อยู่ที่ 4.80 บาท หรือเพิ่มขึ้น 200% จากราคาที่เสนอขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) 1.60 บาท ล่าสุดวันที่ 19 ก.ย.ราคาขึ้นมาปิดที่ 5.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 10.42% จากวันก่อนหน้าท่ามกลางดัชนีหุ้นไทยที่ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลท.และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ให้ความเห็นว่า เพราะภาวะตลาดโดยรวมดีต่อเนื่อง อีกทั้งเพราะกระแสนักลงทุนให้ความสนใจหุ้นไอพีโอขนาดกลางและเล็กมากขึ้น ซึ่งก็ยังต้องเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังในการเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยศึกษาข้อมูลและปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท







