
ฟื้นลุ่มน้ำป่าสักตามศาสตร์ในหลวง
“ต้นน้ำป่าสักวันนี้วิกฤตมากแล้ว ทั้งข้าวโพด กะหล่ำปลี ลามขึ้นไปจนถึงยอดดอย พวกนี้เป็นเคมีทั้งนั้น
โดย...วรธาร ภาพ เจเอสแอล
“ต้นน้ำป่าสักวันนี้วิกฤตมากแล้ว ทั้งข้าวโพด กะหล่ำปลี ลามขึ้นไปจนถึงยอดดอย พวกนี้เป็นเคมีทั้งนั้น แล้วสารเคมีที่ใส่ลงที่ต้นน้ำ ก็ไหลลงมาที่คนปลายน้ำ และคนนี่แหละกิน แล้วดินที่ไม่มีรากต้นไม้ใหญ่ยึดเกาะ ก็ถูกชะหน้าดินไหลลงคลอง ห้วย หนอง แม่น้ำ ทับถมในเขื่อนป่าสักฯ ต่อให้สร้างอีกกี่เขื่อนก็แก้ไม่ได้ ถ้าป่าต้นน้ำยังเป็นแบบนี้”
คำกล่าวของ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สะท้อนวิกฤตการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก โดยเฉพาะบริเวณป่าต้นน้ำในเขตเทือกเขา จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่หลายร้อยไร่ได้ถูกถางเพื่อเปลี่ยนมาทำเกษตรเชิงเดี่ยว พอหลังฤดูเก็บเกี่ยวจะเห็นภาพทะเลภูเขาหัวโล้นไกลสุดลูกหูลูกตา ชาวบ้านต่างรู้ว่าการไม่มีต้นไม้ใหญ่เหลือคลุมดินก่อให้เกิดอันตรายในการดำเนินชีวิต จึงต้องย้ายถิ่นทำกินมาอยู่บนที่สูงห่างไกลลำน้ำมากขึ้น เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ “บ้านวังก้นหวด” ที่ถูกดินโคลนถล่มเมื่อปี 2548
นี่เองเป็นที่มาของการสานต่อโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 2 ที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักฯ อย่างยั่งยืน ซึ่ง เชฟรอนประเทศไทย ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ รายการเจาะใจ กองทัพบก จังหวัดเพชรบูรณ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ฯลฯ ผนึกทุกภาคส่วนชวนคนไทยแสดงพลังน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการอนุรักษ์ลุ่มน้ำมาปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า คน อย่างยั่งยืน ด้วยรูปแบบกิจกรรมการเดินทาง 9 วัน จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโมเดลการบริหารจัดการน้ำของบรรพบุรุษที่มีอายุมากกว่า 1,300 ปี ไปยังเทือกเขาต้นน้ำบริเวณ บ้านหินโง่น อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รวมระยะทาง 313 กิโลเมตร
ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ในฐานะภาคีเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญสนับสนุนโครงการ เปิดเผยถึงการเข้าร่วมโครงการปีที่ 2 ติดต่อกันว่า เชฟรอนต้องการกระตุ้นให้คนไทยได้รู้จักศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีอยู่หลายแขนงและนำไปใช้อย่างแพร่หลายตามเหมาะสม เพราะเป็นศาสตร์ที่ปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เช่น ในการดูแลรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำที่นับวันถูกทำลายลงเรื่อยๆ รวมถึงการดำรงชีวิตในวิถีพอเพียงและการมีจิตแบ่งปันในสังคม ซึ่งได้ผลตอบรับดีมากจากประชาชนทุกภาคส่วน
“เราต้องการให้โครงการนี้มีการต่อยอดขยายเครือข่ายในการนำศาสตร์ของในหลวงไปใช้ให้กว้างขวางมากที่สุดเท่าที่จะมากได้อย่างถูกต้องและเข้าใจ และโชคดีที่ได้อาจารย์ยักษ์ผู้ซึ่งรู้ลึกและรู้จริงในศาสตร์ดังกล่าว เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ตลอด 9 วัน อาทิ สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารกลางวันแบบพอเพียงให้เด็กนักเรียน การขุดหนองคดเคี้ยวเพื่อเก็บน้ำและเลี้ยงปลา สร้างโรงเพาะเห็ด เล้าไก่ ปลูกพืชผักสวนครัว การทำบ้านปลาด้วยวัสดุธรรมชาติ การย่ำขี้ที่บ้านโคกเพื่อฟื้นฟูสภาพดินคืนชีวิตให้แผ่นดินก่อนการทำนาอินทรีย์ โดยใช้ขี้วัวมาโรยหน้าดินแล้วใช้แรงคนช่วยกันย่ำ หรือการสร้างต้นแบบโคกหนองนาตามแนวทางศาสตร์พระราชา เป็นต้น แม้การเดินทาง 9 วัน จะพบกับหนทางยาวไกลและลำบากมาก แต่กลับได้เห็นกระแสตอบรับจากชุมชนดีขึ้นเรื่อยๆ ได้เห็นความมุ่งมั่นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กองทัพบก และหน่วยงานต่างๆ ที่ต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินตามศาสตร์พระราชา และช่วยกันฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสักฯ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่พระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงมากที่สุด”
ไพโรจน์ ย้ำถึงการนำศาสตร์พ่อหลวงไปใช้ว่า ทุกคนที่ได้ลงมือปฏิบัติเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นศาสตร์ที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์อย่างยั่งยืนแท้จริง โดยเฉพาะที่บ้านของคุณอินตา วังคีรี กับคุณสมชาย ปัญญาประสิทธิ์สองฮีโร่ที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำกินของตนส่วนหนึ่งมาสร้างต้นแบบ “โคก หนองนา” ตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยมีอาจารย์ยักษ์สอนวิธีทำซึ่งท้าทายวิถีทำเกษตรของชาวบ้านรอบข้างด้วยแนวคิดที่ว่าทำ 10 ไร่ ได้มากกว่า 200 ไร่ และคณะอาจารย์และนักศึกษาจากสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มาร่วมศึกษาและออกแบบหาแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งทุกคนได้ไปช่วยทำฝายกั้นน้ำ ทำคลองไส้ไก่ ปลูกแฝก ปลูกไม้ 5 ระดับบนภูเขา แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เห็นผลทันที แต่เชื่อว่าต้องทำสำเร็จและเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนโดยรอบได้แน่นอน
เช่นเดียวกับ ดร.วิวัฒน์ ที่ยืนยันว่า ศาสตร์พระราชาด้านการจัดการพื้นที่ทำกินด้วยโมเดลนี้ จะช่วยให้เกษตรกรมีพอกิน พออยู่ และมีรายได้ มากกว่าทำไร่ข้าวโพดหรือพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ เพียงอย่างเดียวแน่นอน และเชื่อว่าพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนที่มีความสร้างสรรค์เหล่านี้จะเป็นพลังผลักดันสำคัญให้เป้าหมายการตามรอยพ่อในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักฯ สำเร็จได้ในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน







