
แกะเส้นความสำเร็จรายย่อยไทยในตลาดโลก
ธนาคารกรุงเทพและชมรมบัวหลวงเอสเอ็มอี จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจไทยสู่ความเป็นเลิศ”
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ธนาคารกรุงเทพและชมรมบัวหลวงเอสเอ็มอี จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจไทยสู่ความเป็นเลิศ” พร้อมเชิญวิทยากรมาแนะแนวทางทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ ที่ต้องใช้ “มูลค่าเพิ่ม” จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นแรงผลักดัน พร้อมยกระดับกำลังซื้อจากชนชั้นแรงงานไปสู่กลุ่มคนชั้นกลาง เพื่อหนีการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง หนทางดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วจากเอสเอ็มอีไทยที่ประสบความสำเร็จ
เส้นทางแห่งคุณภาพ
อรรณพ เชิดเกียรติศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คราวน์ เซรามิคส์ ผู้ดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ผลิตภัณฑ์เซรามิกขึ้นรูปเจาะตลาดระดับบน (ไฮเอนด์) กล่าวว่า ดำเนินกิจการมาราว 23 ปี ปัจจุบันทำตลาดหลักในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย 60% ยุโรป 10% และสหรัฐอเมริกา 30% ซึ่งการนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดระดับไฮเอนด์อย่างสแกนดิเนเวียนั้น จะต้องสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าให้ได้ก่อน
เคล็ดลับการทำธุรกิจ มาจากจุดเริ่มต้นคือมุ่งสู่ตลาดระดับบนโดยเฉพาะ เน้นผลิตสินค้ามีคุณภาพเพื่อสร้างราคาที่ดี หนีการแข่งขันจากสินค้าจีนที่อยู่ในตลาดลูกค้าทั่วไป (แมส) ซึ่งไปพร้อมกับการบริหารจัดการภายในองค์กร และผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งการฝึกอบรม ถึงกระบวนการทำงานที่ถูกต้องมีประสิทธิภาพลดการสูญเสียจากการผลิตให้ได้มากที่สุด สร้างทีมงานที่ดีนอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคม(ซีเอสอาร์)และสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายการใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น ด้วยบริษัททำธุรกิจส่งออกในลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียซึ่งมีการตรวจสอบ(ออดิท) อย่างน้อย12 ครั้งต่อปี ซึ่งหากบริษัทไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลถึงคำสั่งซื้อ(ออเดอร์)ที่หายไปด้วย รวมถึงการให้ความสำคัญด้านสวัสดิการต่างๆ แก่พนักงาน เพื่อรักษาพนักงานที่มีทักษะสูงไว้ ปัจจุบันมีพนักงานรวม 1,600 คน เป็นพนักงานที่มีอายุงาน 7 ปีขึ้นไปมากกว่า 70%
อนาคตแข่งที่ความเร็ว
พยุง ศักดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยออโต ทูลส์แอนด์ดาย ผู้ผลิตเครื่องมือประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตแม่พิมพ์เครื่องมือประกอบชิ้นส่วนโลหะรถยนต์ โดยมีผลิตภัณฑ์เด่น คือ ชิ้นส่วนอุปกรณ์และสายพานการผลิต ที่ปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น อย่าง ฮอนด้า โตโยต้า และ มิตซูบิชิ ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 1,000 ชิ้นต่อชั่วโมง จากเดิมที่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 78 หมื่นล้านบาท นำเข้าจากญี่ปุ่นและยุโรป เป็นหลัก
บริษัท มองว่า ในอนาคตธุรกิจจะมีการแข่งขันที่ความเร็วจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก จึงทำให้บริษัทหันมาวางแผน 5 ปี เพื่อพัฒนาคุณภาพบุคลากรทั้งกลุ่มวิศวกรและช่างเทคนิคภายในองค์กรเพื่อรองรับการแข่งขันดังกล่าว สร้างทีมเวิร์ก การทำงานร่วมกัน ด้วยแนวคิดการเอาคนเก่งมาทำงานในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างความสำเร็จ
ทั้งนี้ บริษัทวางหลักบริหารกิจการตั้งแต่แรกคือ การให้พนักงานมีส่วนร่วมการเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านการฝึกอบรมดูงานกับพันธมิตรธุรกิจในญี่ปุ่น ซึ่งจากการฝึกอบรมในรุ่นแรกจะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไป ตั้งแต่ระดับวิศวกรไปจนถึงช่างเทคนิค จากผู้สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 36 เพื่อชดเชยช่างฝีมือที่ขาดแคลนในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งการอบรมพนักงานระดับนี้พร้อมให้ผลตอบแทนที่ดีจะช่วยให้บริษัทรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้ได้
จดจำและต่อยอดพัฒนา
ณรงค์ สกุลศิริรัตน์ ประธาน เอ็นอาร์เฮ้าส์ กรุ๊ป ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตยา และกลุ่มแม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า บริษัทวางหลักการทำธุรกิจภายใต้แนวคิด “ซีดีไอ” (ก๊อบปี้ ดีเวลลอปเมนต์ อินโนเวชั่น) โดยเริ่มต้นธุรกิจในยุคแรกอาศัยประสบการณ์การทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยจดจำการทำงานของเครื่องจักร (ก๊อบปี้ เอ็นจิ้น) มาพัฒนาเป็นเครื่องจักรเพื่อผลิตยา
จากนั้นได้ต่อยอดพัฒนา (ดีเวลลอปเมนต์) เครื่องจักรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม การจดจำและการพัฒนาต่อยอดจากเจ้าของหรือผู้ผลิตเดิมไม่อาจทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทำให้บริษัทนำเรื่องของนวัตกรรมมาใช้ โดยสามารถพัฒนาเครื่องจักรผลิตยาภายใต้เทคโนโลยีใหม่ และยังมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 4.5 หมื่นเม็ด/ชั่วโมง สูงกว่ากว่าเครื่องจักรเดิม อยู่ที่ 3,0004,000 เม็ด/ชั่วโมง
หัวใจของการลอกเลียนแบบที่สำคัญ คือ ด้านวัสดุ และวัตถุดิบที่ใช้ประกอบการผลิตเครื่องจักรจากเครื่องต้นแบบ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันบริษัทส่งออกเครื่องจักรไปยังหลายประเทศทั้งอาเซียนและยุโรป
วางรากฐานองค์กรแกร่ง
วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทาโกร ผู้ผลิตสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป ภายใต้แบรนด์ “เอส เพียว” กล่าวว่า กิจการขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอีที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ ควรให้ความสำคัญในเรื่องของทีมงานที่จะเข้ามาสนับสนุนกิจการองค์กรแบบรอบด้าน นอกเหนือจากฝ่ายผลิต การขาย หรือการตลาด เพื่อให้องค์กรหรือกิจการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ เห็นได้จากการเริ่มต้นหน่วยธุรกิจสุกรแปรรูปแบรนด์ เอส เพียว ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน จากการร่วมมือกับพันธมิตรในญี่ปุ่นพัฒนาคุณภาพสินค้าร่วมกันตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการแปรรูป ที่มีการวางรากฐานหน่วยธุรกิจด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมให้ความสำคัญกับพนักงานทุกส่วนเพื่อร่วมผลักดันองค์กรไปข้างหน้าด้วยกัน พร้อมถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ของบริษัทไปยังกลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัดด้วย







