
ตลาดหุ้นระยะกลางสะท้อนปัจจัยบวก
ตลาดหุ้นในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผันผวนยังคงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของ Set Index เหตุผลก็คือปัจจัยในการชี้นำอย่างชัดเจนยังไม่ปรากฏ เหตุผลก็คือปัจจัยหลักที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยภายนอกประเด็นเรื่องดอกเบี้ยของ FOMC ในมุมส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าไกลเกินไปที่จะมามองกัน เพราะเรากำลังจะประเมินเรื่องของดอกเบี้ยสหรัฐในครึ่งหลังของปีหน้า โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงยังมีอยู่มาก ส่วนประเด็นเรื่องของ QE ก็ยังไม่น่าจะมีอะไรที่ตื่นเต้น เพราะน่าจะหมด QE3 ภายใน ต.ค.นี้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยภายนอกน่าจะพูดได้ว่าไม่มีอะไรใหม่
ตลาดหุ้นในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผันผวนยังคงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของ Set Index เหตุผลก็คือปัจจัยในการชี้นำอย่างชัดเจนยังไม่ปรากฏ เหตุผลก็คือปัจจัยหลักที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยภายนอกประเด็นเรื่องดอกเบี้ยของ FOMC ในมุมส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าไกลเกินไปที่จะมามองกัน เพราะเรากำลังจะประเมินเรื่องของดอกเบี้ยสหรัฐในครึ่งหลังของปีหน้า โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงยังมีอยู่มาก ส่วนประเด็นเรื่องของ QE ก็ยังไม่น่าจะมีอะไรที่ตื่นเต้น เพราะน่าจะหมด QE3 ภายใน ต.ค.นี้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยภายนอกน่าจะพูดได้ว่าไม่มีอะไรใหม่
ส่วนปัจจัยภายใน ถ้าไม่พูดกันเป็นรายตัวก็ต้องยอมรับว่า การที่ Set Index ในปีนี้มีการปรับตัวขึ้นมา เพราะว่าการประเมินปัจจัยการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และปัจจัยนี้น่าจะเป็นปัจจัยบวกเพียงอย่างเดียวที่เด่นชัด เนื่องจากในแง่ของตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ต้องยอมรับว่ามีการถดถอย ไม่ว่าประเด็นของตัวเลขการส่งออก หรือ GDP รวม เพราะฉะนั้น การประเมินว่าการเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และรัฐบาลชุดใหม่น่าจะทำงานได้ก็เกิดขึ้น และเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อปัจจัยที่เป็นปัจจัยบวกอย่างชัดเจนในเรื่องความมีเสถียรภาพทางการเมือง การตอบรับในเชิงบวกก็เกิดขึ้น และเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 คำถามที่ต้องมองก็คือ ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ข่าวดีได้มีการประกาศออกมาแล้ว เพราะเราเห็นการเริ่มทำงานของคณะรัฐบาลอย่างชัดเจน การขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นขึ้นต่อต้องมีข่าวดีชิ้นใหม่ นั่นก็คือเหตุผลในช่วงระยะ 12 สัปดาห์นี้ ท่านจะเห็นตลาดหุ้นแกว่งตัวและเลือกตัวเล่น เนื่องจากข่าวใหม่ในการขับเคลื่อนทั้งตลาดรวมไม่เพียงพอ แม้กระทั่งการซื้อของนักลงทุนต่างประเทศยังต้องมีการเลือกเป็นรายตัว (สังเกตได้ว่าระยะสั้นแรงซื้อนักลงทุนต่างประเทศมักจะเลือกเพียงธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เท่านั้น)
จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแม้ทำให้ภาพตลาดในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณขาย เพราะเคยนำเสนอไปแล้วว่า สัญญาณขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ Set Index มีต่ำกว่า 1,565-1,570 แต่สิ่งที่ยากก็คือ การคาดการณ์ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทางออกในการลงทุนจริงก็คือ “การเลือกเล่นรายตัว” จนทำให้เกิดการเก็งกำไรรายวันและหุ้นหลายตัวก็มีการขึ้นไปเกินความเป็นจริง เนื่องจากการเก็งกำไรรายตัวอาจจะมีการเข้าทางบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้ราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีการปรับตัวสูงขึ้นพอดี คำถามที่ต้องมาประเมินตอนนี้ก็คือ การสร้างกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นจะทำอย่างไร ในแนวคิดของผู้เขียน ในภาพการลงทุนยังประเมินว่า ณ ช่วงระดับราคาเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าจะลงทุนเพิ่ม คือ การจัดพอร์ตการลงทุนไม่ควรเพิ่มเงินลงไป และในทางตรงข้ามควรถือเงินสดมากขึ้น จากความผิดปกติในการเก็งกำไรที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนพอร์ตการเก็งกำไรยังสามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆ แต่ต้องตั้งกลยุทธ์ในวันที่เลิกเล่น ก็คือวันปิด Low กรณีวิ่งเกิน 1,600 หรือกรณีที่ไม่มีการวิ่งเกิน แต่ต่ำกว่า 1,565-1,600 ต้องมีการ Cut Loss ออกไป
บทสรุป ยังคงเป็นการยากในการฟันธงทิศทางของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น แต่ในภาพใหญ่ยังควรระวังในการลงทุน เพราะคาดว่าข่าวดีสะท้อนในราคาหุ้นมาเหมาะแล้ว แม้จะยอมรับตรงๆ ว่า การเก็งกำไรในระยะสั้นยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็ควรสร้างกลยุทธ์ในการตัดขาดทุนเมื่อมีการจบรอบ เพราะการทำกำไรในช่วงขาขึ้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยาก แต่การรักกำไรนั้นจะยากกว่ามาก
หมายเหตุ : เปิดอบรมการวิเคราะห์ทางเทคนิคเบื้องต้นในวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2557 โดยใช้โปรแกรมในการสอนจริง และมีเอกสารหนังสือประกอบการสอน สนใจติดต่อด่วนที่ 081-783-8888 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 คน ครับ







