
สัมพันธ์จีน-อุษาคเนย์ธุรกิจบนรอยขัดแย้ง
จีนเป็นชาติหนึ่งที่เข้ามามีสัมพันธ์กับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
จีนเป็นชาติหนึ่งที่เข้ามามีสัมพันธ์กับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ภาครัฐของจีนเข้ามาสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโครงการต่างๆ ภาคเอกชนของจีนเข้ามาลงทุนธุรกิจ แต่ภายใต้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ จีนและอาเซียนยังมองอีกฝ่ายในมุมที่แตกต่างกัน
ยศ สันตสมบัติ ศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกเล่าในงานสัมมนา “มังกรหลากสี” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า ประเทศลุ่มน้ำโขงพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ลาวพึ่งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน โครงการต่างๆ ในเวียดนามก็พึ่งจีนมากถึง 90% ธุรกิจจีนจึงอาศัยจังหวะนี้เข้าไปในประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งจีนและ 5 ประเทศจะมีสัมพันธ์ธุรกิจกันมากขึ้น แต่การที่คนและธุรกิจจีนอพยพเข้าสู่อาเซียนก็ทำให้มีความรู้สึก “ขัดแย้งซ่อนรูป” อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่รู้สึกกระอักกระอ่วนกับทุนจีน
ชาวลาวรู้สึกว่าชาวจีนคือบุคคลที่เข้ามาแย่งที่ดินของเขาเพราะมองว่าชาวจีนเป็นภัยคุกคาม จึงลุกขึ้นมาประท้วงโดยใช้สื่อทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตามกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม เช่น ชาวอาข่า ก็รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวยขึ้นเพราะมีโอกาสได้ค้าขายกับจีน
เช่นเดียวกับรัฐบาลลาวที่มองว่าจีนคือผู้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นทัศนคติระหว่างประชาชน พ่อค้า และรัฐบาล จึงแตกต่างกัน
ในขณะที่จีนเองพยายามกลับมาสร้างอัตลักษณ์ให้คนภายนอกรับรู้ โดยเน้นรูปแบบชาตินิยมให้ทุกคนวิ่งเข้าหา เพราะจีนต้องการหน้าตา ความเคารพ เพื่อแสดงให้คนในประเทศรู้สึกว่าจีนมีแสนยานุภาพ
ด้วยแนวคิดแบบดังกล่าว ไม่ว่าใครจะมองจีนอย่างไร จีนจึงยังสามารถมองทุกประเทศเป็น “ตลาด” ต่อไปได้ และทำให้พร้อมจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน
นอกจากนี้ จีนยังชอบเข้ามาดำเนินธุรกิจในลุ่มน้ำโขงด้วย เพราะมองว่าอาเซียนมีความย่อหย่อนทางศีลธรรมและกฎหมาย สามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจได้ง่าย ขณะที่มองว่าตัวเองคือศูนย์กลางทางวัฒนธรรม
ยศบอกว่า สำหรับประเทศที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ก็ยังรู้สึกกระวนกระวายต่อการเติบโตของจีนพอสมควร และมีท่าทีไม่พึงพอใจต่อการเข้ามาของชาวจีนมากนัก เนื่องจากยังมีอคติติดภาพชาวจีนในฐานะผู้เข้ามาก่อปัญหาจราจร ไม่เคารพกฎระเบียบ มากกว่ามองในฐานะพ่อค้า
“ถึงประชาชนหลายประเทศจะยังมีอคติต่อชาวจีนและทุนจีน แต่สุดท้ายก็ยังคุ้นชินกับการพึ่งจีน ทุกครั้งที่ต้องการสร้างดุลอำนาจในภูมิภาค ต้องการเพิ่มมูลค่าการค้า ทุกประเทศก็วิ่งหาจีนหมด หากจะติดต่อกับจีนเราก็ต้องทำการบ้านเพื่อให้รู้เท่าทันจีนมากกว่านี้”
ด้าน พรชัย ตระกูลวรานนท์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกว่า ขณะนี้ชาวไทยก้าวออกจากไทยทางฝั่งชายแดนไหนก็จะไม่ได้เจอคนท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะเจอคนที่เข้าไป “จับจอง” พื้นที่นั้นๆ เพื่อดำเนินธุรกิจตัวเอง ธุรกิจจีนก็เป็นหนึ่งในนั้น
“สำหรับไทยถือว่าโชคดีที่ไม่ได้อยู่ใกล้จีนเกินไปจนมีปัญหากันระหว่างชายแดนแบบบางประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ไกลเกินไปจนถึงขนาดติดต่อกันยาก เช่น ฟิลิปปินส์”
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ไทยจีนในอนาคต พรชัย ย้ำว่า การจะทำการค้ากับจีนต้องยึดหลัก เขาให้เกียรติเรา เราต้องให้เกียรติเขา เพราะแม้จีนจะพยายามทำพหุภาคีกับประเทศต่างๆ มากขึ้น แต่จีนก็ไม่ต้องการให้ใช้พหุภาคีมารุมกินโต๊ะจีน เช่น ครั้งหนึ่งอาเซียนจะบรรจุวาระข้อพิพาททะเลจีนใต้ จีนก็รีบโทรหาผู้นำกัมพูชาในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนั้น ให้ถอนวาระดังกล่าวออก ซึ่งท้ายที่สุดอาเซียนก็ยอมถอนวาระออกไป







